แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สบู่แบบไหน???...ใช่ตัวคุณ


สบู่แบบไหน...ใช่ตัวคุณ...

ณ ท้องตลาดทุกวันนี้ มีสบู่มากมายหลายประเภทวางขาย ซึ่งสบู่เกือบจักเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดั้งเดิมที่สุดในโลก ในการใช้ทำความสะอาดผิวหนัง เนื่องมาจาก มีใช้มาเป็นเวลานานหลายพันปี แต่ถ้าว่าการเลือกใช้สบู่ที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการระคายเคืองผิวหนัง ผิวหนังเกิดผื่น ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส หรือทั้งๆ ที่การทำให้ผิวหนังไวต่อสารเคมีชนิดอื่น ๆ

เพราะว่าทั่วไปแล้ว สบู่จักผลิตจากขบวนการซาโปนิฟิเคชั่น (Saponification) ของไขมันพืชกับสัตว์ สบู่มีคุณลักษณะละลายพร้อมกับชำระล้างออกด้วยน้ำ และสบู่อาจจะมีส่วนผสมของน้ำหอม หรือสี เพื่อให้ได้กลิ่นหรือสีตามที่มุ่งหวัง สบู่มีนานาชนิด ทั้ง สบู่ก้อน สบู่เหลว สบู่ไร้ฟอง ขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่ใช้ ซึ่งสบู่ที่ดีควรมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (PH) เป็นกลาง

ทีนี้ ถ้าอิฉันลองมาดูชนิดของสบู่ที่เห็นโดยทั่วไป ซึ่งก็จะมีสบู่ก้อน สบู่ชนิดอ่อน สบู่เหลว และซินเดท แต่ท่านทราบหรือไม่ค่ะ ว่าสบู่ชนิดไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด

  1. สบู่ก้อน (Hard soap) ลักษณะเป็นก้อนสีขาว หรือเทาขาว เมื่อเวลาแห้งและเย็น มีโซดาเป็นองค์ประกอบหลัก และมี     เกลือโปแตสเซี่ยมของกรดไขมัน ใช้สำหรับภายนอกเท่านั้น ซึ่งเราสามารถหาซื้อง่าย ราคาถูก
  2. สบู่ชนิดอ่อน (Soft soap) สัณฐานคล้ายขี้ผึ้งหรือเยลลี่ (Jelly) สีเหลืองใส ทำด้วยน้ำมันมะกอกและโซดา
  3. สบู่เหลว (liquid soap) มีส่วนประกอบของเกลือโปแตสเซี่ยมของกรดไขมัน และอาจมีส่วนผสมของน้ำมันมะกอก เมล็ดถั่ว เมล็ดฝ้าย
  4. ซินเดท (synndet) เป็นสบู่ที่มีส่วนประกอบของสารที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง


นอกจากนี้ อาจจักมีสบู่ชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนผสมแตกต่างกันไปตามเป้าหมายการใช้ เช่น สบู่ยาที่มีส่วนผสมของไทรโคลซาน (triclosan) และไทรโคคาร์บอน (trichocarbon) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งฤทธิ์ของแบคทีเรีย สบู่ที่มีส่วนประกอบของ lanolin เพื่อทำให้มีความชุ่มชื้นมากขึ้น ซึ่งการเลือกใช้สบู่ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของผิวหนังและจุดประสงค์ของการใช้เป็นหลัก ผู้ที่มีกลิ่นกายแรงก็อาจเลือกใช้สบู่ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ผู้ที่มีผิวแห้งควรเลือกใช้สบู่ที่มีส่วนประกอบของ Lanolin เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สบู่จะมีฤทธิ์ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ ทำให้ผิวหนังมีลักษณะแห้งลอกเป็นขุย หรือเหี่ยว ถ้าเป็นมากอาจมีรอยแตกเกิดขึ้นบนผิวหนังได้ โดยทั่วไป คนที่มีผิวหนังปกติจะไม่เกิดปัญหานี้ เว้นเสียแต่ใช้สบู่บ่อยครั้งจนเกินไป การใช้สบู่บ่อยครั้งเกินไป อาจจะทำให้เกิดการสูญเสียชั้นไขมันที่เคลือบอยู่ที่ผิวหนัง ซึ่งทำหน้าที่เป็นรั้วที่คอยป้องกันไม่ให้สารเคมีจากภายนอกร่างกาย มาทำอันตรายต่อผิวหนังได้ พร้อมทั้งจะทำให้เกิดการระคายเคือง หรือผื่นผิวหนังอักเสบตามมาได้

โดยหน้าที่หลัก ๆ ของสบู่หมายถึง ทำความสะอาดผิว รองลงมาคือ การเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ฆ่าเชื้อโรค และเพิ่มความหอมให้ผิวขาวสวยของคุณ!!!


รู้แบบนี้แล้ว คราวหน้าหากคิดจะซื้อสบู่ ลองถามตัวเองดูว่าต้องการสบู่แบบไหนดูนะคร๊า

สอบถามเพิ่มเติม 0816518088




วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กลิ่นกาย...ป้องกันได้ ง่ายนิดเดียว




ญานินสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย-สบู่ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย-สบู่ดับกลิ่นกาย

“กลิ่นกาย” นับเป็นปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนบุคลิกภาพของเราลงไปไม่น้อย ทว่า หากกลิ่นที่ออกมาจากร่างกายเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์แล้ว คงสร้างความลำบากใจให้ทั้งคนที่อยู่รอบข้าง และเจ้าของกลิ่นได้ไม่น้อย บางครั้งก็ทำให้หมดความมั่นใจไปเลยทีเดียว บางคนมีกลิ่นกายแรง แม้จะใช้น้ำยาดับกลิ่นก็ยังช่วยไม่ได้ผลเท่าใดนัก

ก่อนอื่น เราควรจะรู้ถึงต้นตอของปัญหากันซะก่อน จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด เรามาดูกันดีกว่าว่า “กลิ่นกาย” นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร

จริง ๆ แล้วบางคนอาจไม่ได้มีกลิ่นตัวแรงเท่าไหร่ แต่ติดที่จะใช้น้ำยาระงับกลิ่น เพื่อเพิ่มความหอมและความมั่นใจให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ถ้าอยากจะรู้ว่า คุณควรจะใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้คุณลองสังเกตขี้หูของตัวเองดู หากขี้หูแห้งมีลักษณะเป็นแผ่นสีขาวก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายแต่อย่างใด เนื่องจาก คุณไม่ค่อยมีกลิ่นตัวเท่าไหร่ แต่ถ้าขี้หูของคุณเป็นสีคล้ำ แถมเหนียว และเปียกอีกต่างหาก คุณก็ควรจะหาวิธีลดกลิ่นตัว

โดย สาเหตุของ “กลิ่นกาย” พบว่า เกิดได้จาก “ต่อมเหงื่อ” และ “ต่อมไขมัน” ที่อยู่ในชั้นหนังแท้ ต่อมไขมันบริเวณรักแร้ ขาหนีบ จะขับเหงื่อและไขมันออกมาที่ผิวหนังด้านนอก ทำให้เกิดกลิ่นกายธรรมชาติของแต่ละบุคคล ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ เช่น คนผิวดำอาจจะมีกลิ่นกายแรงกว่าคนผิวขาว นั่นก็เพราะว่าคนผิวดำมีต่อมกลิ่นขนาดใหญ่กว่านั่นเอง อาหารบางชนิด เช่น เครื่องเทศและอาหารที่มีสารโคลีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ พืชประเภทฝักถั่ว หัวหอม เต้าเจี้ยว ผักชี แกงกระหรี่ แฮม ปลาทูน่า ฯลฯ รวมไปถึงอาหารที่มีรสจัดก็ล้วนแต่เป็นตัวบงการทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึง ประสงค์ได้

โดยอีกสาเหตุหนึ่งของกลิ่นกายที่สำคัญ คือ “อารมณ์” จากความเครียด ความโกธร หรืออาการตกใจ หลายคนอาจไม่รู้ว่า อารมณ์นั่นเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวอันไม่พึงประสงค์ได้ ทำให้ต่อมเหงื่อขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ คุณอาจจะเห็นบางคนเหงื่อเปียกชุ่มตามรักแร้ ขาหนีบ หรือมือ ก่อนหรือในขณะทำภารกิจสำคัญอะไรบางอย่าง เช่น การเตรียมตัวพรีเซนต์งาน การสัมภาษณ์งาน การเข้าสอบ เป็นต้น นั่นเป็นเพราะเกิดความเครียดและมีความกดดัน จึงทำให้ร่างกายผลิตเหงื่อออกมามาก และยิ่งเหงื่อออกมามากเท่าไหร่ก็จะพลอยส่งกลิ่นรบกวนคนรอบข้างมากตามไปด้วย และสำหรับวัยรุ่นนั้น วัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอย่างมาก “ฮอร์โมน” จึงอาจทำให้เกิดกลิ่นตัวได้เช่นกัน

อย่าง ไรก็ดี หากคุณดูแลรักษาความสะอาดร่างกาย เสื้อผ้าอย่างสม่ำเสมอ หมั่นดูแลเป็นพิเศษในบริเวณอับชื้น เช่น เท้า ข้อพับ แขน ขา รักแร้ ขาหนีบ แหม!!! อ่านแล้วอาจรู้สึกว่า ทำไมเยอะจัง แต่ผลที่ได้มาจากการดูแลก็คุ้มค่าน่าลงทุนนะค่ะ ...

ญานินสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย-สบู่ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย-สบู่ระงับกลิ่นกาย

..แต่!! ยังค่ะ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น การใช้ยาระงับเหงื่อ หรือสารส้มทารักแร้ หรือการใช้สบู่ฆ่าเชื้อ สบู่ที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียโดยตรง และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ หรือมีกลิ่นแรง ก็ช่วยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

โดยการเลือกใช้สบู่ที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียโดยตรง และเน้นฟอกบริเวณที่มีการหมักหมมของเหงื่อ เพื่อขจัดแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่น แต่ในกรณีที่อาบน้ำดีแล้วยังมีกลิ่นตัวอยู่ ก็ต้องแก้ไขโดยทำให้เหงื่อหรือไขมันออกน้อยลง ซึ่งหากคุณรู้ว่า เป็นคนที่เหงื่อออกง่าย หรือออกมากอยู่แล้ว ก็ควรจะระวังอย่าให้เหงื่อออก ให้เลือกอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทมาก ๆ ไม่งั้นลมโชยมาทีคนรอบข้างอาจสลบ เพราะ กลิ่นเปรี้ยวของคุณก็ได้


ญานิน-สบู่ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย-สบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย-สบู่กำจัดกลิ่นกาย

อ้อ !!! บาง คนเป็นโรคตับ โรคไต ก็อาจเป็นสาเหตุให้มีกลิ่นกายแปลก ๆ ได้ หากไม่แน่ใจว่า กลิ่นกายนั้น มีสาเหตุจากสิ่งใดก็ควรต้องปรึกษาแพทย์ ก่อนที่ใคร ๆ จะเดินหลีกไกลนะค่ะ


นวพร เอี่ยมธีระกุล
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
http://yanincosmeticbangkok.com

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่องของสตรีมีคัน


เรื่องของสตรีมีคัน

คัน คัน คัน มีใครไม่เคยคันบ้างไหมค่ะ????
“คัน” เป็นความรู้สึกถึงความอยากเกาบนผิวหนังบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย หากเกามาก ๆ จะทำให้เกิดรอยถลอกบริเวณที่เกา อาจเกิดการติดเชื้อได้ อาการคันเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ถูกแมลงกัดต่อย การแพ้พืช แพ้อาหาร แพ้สารเคมี การเป็นลมพิษ ผิวแห้งเกินไป ผิวมีการระคายเคือง อากาศร้อนเกินไป หรือ การคันที่เกิดจากโรคบางอย่าง เช่น ผิวหนังแห้งในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต โรคเลือด โรคทางระบบประสาท

อย่างไรก็ตาม ในการรักษาอาการคันในเบื้องต้นนั้น ควรหาสาเหตุว่า คันจากสาเหตุอะไร เพื่อจะได้แก้ไขได้ตรงจุด กรณีที่คันมาก ๆ อาจใช้ยาทา หรือยารับประทานช่วยหลีกเลี่ยงการเกาแรง ๆ ที่ผิวหนัง เพราะจะทำให้ผิวมีบาดแผล ผิวอักเสบและติดเชื้อได้

อนึ่ง คำแนะนำในการดูแลตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงอาการคันนั้น ควรดูแลความสะอาดของผิวหนัง แต่ไม่ควรฟอกสบู่บ่อยเกินไป ดูแลไม่ให้ผิวหนังแห้งโดยหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด และทาครีมและน้ำมันทุกครั้งหลังอาบน้ำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งระคายเคืองต่าง ๆ หากจำเป็นต้องใชควรใส่ถุงมือป้องกัน หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝุ่นละอองหรือมลพิษมาก และหากมีอาการคันเรื้อรัง คันจนทนไม่ได้ คันจนเกาไม่หยุด หรือคันจนนอนไม่หลับ แนะนำให้พบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องค่ะ

ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ที่อุดมด้วยคุณสมบัติของสารสกัดเปลือกมังคุดที่ช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ยังยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ทำให้อาการคันผิวหนังลดน้อยลง และอ่อนโยนต่อทุกสุขภาพผิว เหมาะสำหรับผิวทุกประเภท ใช้เพียงครั้งเดียวก็สัมผัสได้ว่า “ผิวสะอาดเป็นสองเท่า”

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แมงโกส์ทีน บิวตี้ สกิน โซฟ 
นวพร เอี่ยมธีระกุล
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
http://www.yanincosmeticbangkok.com

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สบู่ (Soap) : ชนิดและส่วนประกอบหลักของสบู่




“สบู่ (Soap)” เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ ได้จากการนำเอาน้ำมันพืช หรือไขมันสัตว์ผสมกับน้ำด่างที่ได้จากการนำเอาขี้เถ้ามาแช่น้ำ ทำขึ้นเพื่อใช้ทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้า มีหลักฐานพบว่า มนุษย์รู้จักใช้สบู่มาตั้งแต่ 2800 ปี ก่อนคริสตกาล โดยคำว่า “สบู่ (Soap)” มาจากชื่อของภูเขา Sapo ใน สมัยโรมัน ซึ่งเป็นที่ทำพิธีบูชายัญสัตว์ เมื่อเกิดฝนตก น้ำฝนได้ชะเอาไขสัตว์มารวมกับขี้เถ้าแล้วไหลลงสู่แม่น้ำ เมื่อมีผู้หญิงนำเสื้อผ้าไปซักในแม่น้ำ ก็พบว่า เสื้อผ้าเหล่านั้นซักออกได้ง่าย สบู่ในยุคต้นจึงมีไว้ใช้ทำความสะอาด หลังจากนั้น จึงได้มีการคิดค้นสบู่ขึ้นเพื่อใช้ในการชำระล้างร่างกาย

จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันสบู่มีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก และได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนมีการสังเคราะห์สารใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสารชำระล้างทดแทนมากมาย และสบู่ตามความหมายของคำที่ใช้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หมายถึง เกลือโซเดียม (sodium salt) หรือเกลือโพแทสเซียม (potassium salt) หรือเกลือแอมโมเนียม (ammonium salt) หรือเกลือเอมีน (amine salt) ของกรดไขมัน (fatty acid) ของน้ำมัน หรือไขมันจากพืชหรือสัตว์ เป็นผลผลิตจากปฏิกิริยาระหว่างด่างกับไขมัน (Saponification) โดยได้กลีเซอรีน (glycerine) ผสมร่วมออกมาด้วย เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชำระล้าง ขจัดคราบสิ่งสกปรก หรือทำความสะอาดร่างกาย สบู่หรือเกลือของกรดไขมัน เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีระหว่างเบสในปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำมันที่ได้จาก พืชหรือสัตว์ก็ได้ ปฏิกิริยาเช่นนี้เรียกว่า กระบวนการแซพอนิฟีเคชัน (saponification) ซึ่ง จะได้เป็นของแข็งลื่นมือ ใช้ประโยชน์ในการเป็นสารทำความสะอาดชำระล้างและขจัดคราบสิ่งสกปรก จากการเกิดปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันกับเบส

ชนิดของสบู่ จำแนกได้ดังต่อไปนี้
1.    สบู่ก้อน (hard soap) เป็น สบู่ที่ได้มาจากการทำปฏิกิริยาระหว่างกรดไขมันกับสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ เนื้อสบู่ที่ได้เป็นก้อนมีลักษณะทึบแสง เมื่อเวลาแห้ง และเย็นมีโซดาไฟเป็นส่วนประกอบหลัก มีเกลือโพแทสเซียมของกรดไขมัน ใช้สำหรับภายนอกเท่านั้น ไม่ควรใช้สบู่ก้อนสระผม เพราะจะทำให้เส้นผมและหนังศีรษะกระด้าง
2.    สบู่ชนิดอ่อน (soft soap) ลักษณะคล้ายน้ำผึ้งหรือเยลลี่ (jelly) สีเหลืองใสทำด้วยน้ำมันมะกอกและโซดา
3.    สบู่เหลว (liquid soap) มีส่วนผสมของเกลือโพแทสเซียมกับกรดไขมัน และอาจมีส่วนผสมของน้ำมันมะกอก เมล็ดถั่ว เมล็ดฝ้าย และสมุนไพรอื่นๆ
4.    สบู่ไขมัน (fat soap) เป็น สบู่ที่มีการเติมสารอิมอลเลียนท์ที่เป็นฟิล์มบาง ซึ่งเมื่อใช้แล้วจะติดอยู่บนผิว ท้าให้ผิวลื่น และป้องกันการสูญเสียความชื้นจากผิวเหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้ง
5.    สบู่ใส (transparent soap) หรือสบู่กลีเซอรีน (glycerine soap) เป็นสบู่ที่มีเนื้อสบู่ทำเป็นก้อน มีความแข็งพอ ๆ กับสบู่แข็ง แต่มีลักษณะใส ผิวมันเงา การที่สบู่มีลักษณะใส เนื่องจากมีส่วนประกอบของเอทานอล กลีเซอรีน และน้ำตาลทราย สบู่นี้มีความสามารถในการทำความสะอาดเหมือนกับสบู่แข็ง แต่มีราคาแพงกว่า โดยทั่วไปนิยมผลิตจากส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะกอก ไขมันวัว น้ำมันละหุ่ง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน และยางสน
6.    ซินเดท (syndet) เป็นสบู่ที่มีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง

ส่วนประกอบหลักของสบู่ มีดังนี้
1.    ไขมันหรือน้ำมัน ไขมันแต่ละชนิดประกอบด้วยไขมันมากกว่า 1 ชนิด ตามธรรมชาติกรดไขมันเหล่านี้จะไม่อยู่อิสระ แต่รวมกับสารกลีเซอรีนในไขมันอยู่ในรูปกลีเซอไรด์ รวมตัวเป็นสบู่ สารที่เกาะติดกับไขมันก็จะหลุดออกมาเป็นกลีเซอรีน กรดไขมันแต่ละชนิดเมื่อรวมตัวกับเบสแล้ว จะให้สบู่ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น กรดลอริก (lauric acid) มี มากในน้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันที่ทำปฏิกิริยากับเบสแล้วให้สารที่มีฟองมาก เป็นต้น ดังนั้น จึงควรศึกษาคุณสมบัติของสบู่ที่ได้จากไขมันต่างชนิดกัน ดังนี้
a.    ไขมันวัว (tallow) ให้สบู่ที่แข็งเปราะมีสีขาว อายุการใช้งานนานทนทาน แต่มีฟองน้อยมักจะต้องใช้ร่วมกับน้ำมันอื่น ๆ
b.    ไขมันแพะ (goat fat) จะได้สบู่ที่มีเนื้อนุ่มให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ผิวนุ่มเนียน
c.    ไขมันไก่และไขมันหมู (lard) เนื้อสบู่ที่ได้จะเละไม่จับตัวเป็นก้อน ต้องผสมกับน้ำมันชนิดอื่น ๆ
d.    ไขมันแกะ ให้สบู่ที่แข็ง เปราะ แต่มีฟองน้อย มักจะต้องใช้ร่วมกับน้ำมันอื่น ๆ
e.    น้ำมันรำข้าว (rice bean oil) ให้วิตามินอีมาก ทำให้สบู่มีความชุ่มชื้น บำรุงผิว ช่วยลดความแห้งของผิว
f.     น้ำมันปาล์ม (palm oil) สบู่ที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มนี้จะแข็งเล็กน้อย ให้ฟองน้อยแต่ฟองมีความคงทนอยู่นาน มีคุณสมบัติในการชำระล้างได้ดี แต่จะทำให้ผิวแห้ง น้ำมันปาล์มเป็นไขมันที่สามารถใช้ทดแทนไขมันสัตว์ได้ดีแต่ผลิตเองได้ยาก เพราะต้องอาศัยเครื่องบีบคั้นเอาน้ำมัน
g.    น้ำมันละหุ่ง (castor oil) น้ำมัน ละหุ่งจะสกัดได้จากน้ำมันเมล็ดละหุ่ง ต้องใช้วิธีบีบโดยไม่ใช้ความร้อน เพื่อหลีกเลี่ยงโปรตีนอันตรายที่จะออกมาพร้อมน้ำมันละหุ่ง เป็นน้ำมันที่ใช้เพิ่มคุณสมบัติความชุ่มชื้นและนุ่มผิว สบู่จากน้ำมันละหุงจะช่วยให้ผิวนุ่ม ซึ่งน้ำมันละหุ่งจะทำให้มีฟองขนาดเล็กจำนวนมาก
h.    น้ำมันมะกอก สบู่ที่ได้จะแข็ง ใช้ได้นาน มีฟองเป็นครีมนุ่มนวลมาก ให้ความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้ง มีราคาแพง เป็นน้ำมันที่นำเข้าจากต่างประเทศ
j.      น้ำมันเมล็ดทานตะวัน (sunflower oil) ช่วยทำให้สบู่นุ่มขึ้น แต่มีฟองน้อย
k.    น้ำมันงา เป็นน้ำมันที่ให้วิตามินอีและให้ความชุ่มชื้น ช่วยในการรักษาผิว แต่มีกลิ่นเฉพาะตัว บางคนอาจไม่ชอบ
l.      น้ำมันถั่วเหลือง (soybean oil) ให้วิตามินอีและความชุ่มชื้น แต่มักเกิดฟองมากขณะทำปฏิกิริยา และทำให้เนื้อสบู่มีรูพรุนไม่สวยงาม
m.   ขี้ผึ้ง (bees wax) จะได้สบู่เนื้อแข็ง อายุการใช้งานนาน ฟองน้อยแต่ทนนาน
n.    กรดสเตียริก เป็นกรดไขมันอิ่มตัวที่ไม่มีพันธะคู่อยู่ในโมเลกุล การผสมกรดสเตียริกลงในสบู่ จึงทำให้สบู่มีลักษณะแข็ง แต่ถ้าผสมมากเกินไป อาจทำให้สบู่เหม็นหืนง่าย
o.    น้ำมันมะพร้าว (coconut oil) สบู่ที่ผลิตจากน้ำมันมะพร้าวนี้ จะมีเนื้อแข็งกรอบ แตกง่าย สีขาวข้น มีฟองมากเป็นครีม ให้ฟองที่คงทนพอควร แต่มักจะทำให้ผิวแห้ง ต้องใช้น้ำมัน   อื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

อนึ่ง “สบู่ (soap)” ในความเข้าใจของคนทั่วไปนั้น สบู่จึงเป็นเครื่องสำอางชนิดหนึ่งที่ใช้ในการทำความสะอาดร่างกาย เดิมใช้เพื่อทำความสะอาดร่างกายเท่านั้น ปัจจุบันกระบวนการผลิตสบู่มีการเพิ่มส่วนผสมอื่น ๆ เพื่อให้สบู่มีสรรพคุณตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น มีสีสันที่สวยงามน่าใช้ มีกลิ่นหอม และมีสรรพคุณทางยาในทางการค้า มีการใช้สารสังเคราะห์เพิ่มขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์น่าใช้ บรรจุภัณฑ์สวยงาม แต่แฝงไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตราย มีพิษตกค้างและราคาสูง


ดังนั้น ผู้ประกอบการเวชสำอางในปัจจุบัน จึงได้นิยมใช้พืชสมุนไพรที่มีอยู่ในธรรมชาติมา เป็นส่วนผสมเพิ่มเติมในสบู่ แทนการใช้สารเคมีสังเคราะห์ พืชสมุนไพรที่ใช้มีสาระสำคัญ และมีสรรพคุณทางยา เช่น มีน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นเฉพาะใช้ในการบำบัดโรค มีสีสันสวยงาม หาง่าย ราคาถูก ประหยัด ไร้สารสังเคราะห์ และไม่มีพิษตกค้าง ทำให้สบู่ที่ผลิตขึ้นจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมีคุณลักษณะเฉพาะที่หลากหลาย จึงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของสบู่สมุนไพรที่มีคุณค่ายิ่งของภูมิปัญญาไทย



นวพร เอี่ยมธีระกุล
yanincosmeticbankgok.com
Call Center : 0816518088
Line : yanin..cosmetics