แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิว แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

การทำความสะอาดผิวด้วยน้ำ

การทำความสะอาดผิวด้วยน้ำ

น้ำจัดว่า เป็นสารทำความสะอาดที่ง่ายที่สุด แต่พบว่า น้ำไม่มีคุณสมบัติในการทำให้เปียก (Wetting Effect) ที่ดีต่อผิว สังเกตได้จากหลังอาบน้ำ มักจะมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามผิวหนัง เพราะผิวหนังมีสารคีราติน ซึ่งไม่ค่อยเปียกน้ำ ดังนั้น จึงมีการเติมสารบางอย่างลงไปในน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดผิว ได้แก่
  1. แอลกอฮอล์ นิยมใช้เอธิลแอลกอฮอลและไอโซโพพิลแอลกอฮอล์ และการผสมแอลกอฮอล์จำนวนร้อยละ ๒๐-๔๐ ในน้ำ จะช่วยทำหน้าที่

           1.1 ลดแรงตึงผิว และแรงตึงระหว่างผิวของน้ำกับผิวหนังให้เปียกน้ำดีขึ้น
           1.2 มีประสิทธิภาพในการขจัดไขมันอย่างอ่อน
           1.3 มีประสิทธิภาพลำลายน้ำหอมที่ใช้แต่งกลิ่น
           1.4 มีฤทธิ์ฝาดสมานและฆ่าเชื้ออย่างอ่อน
    
   2. สารลดแรงตึงผิว ช่วยเพิ่มอำนาจการทำความสะอาดได้ดีกว่าแอลกอฮอล์ ซึ่งขจัดสิ่งสกปรกและฝุ่นได้ดี เป็นการ เพิ่มอำนาจการทำให้เปียกต่อผิว ป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกย้อนกลับคืนสู่ผิวได้อีก แรงตึงผิวที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปได้แก่ สบู่ สบู่เป็นสารผสมของเกลือโซเดียมของกรดไขมันหลายตัว เป็นสารที่ต้องใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย เมื่อสบู่ทำปฏิกิริยากับด่างในสารละลายน้ำ ทำให้เกิดสภาวะเป็นด่าง มีค่าพี-เอชระหว่าง ๙.๕-๑๐.๘ แต่ผิวหนังของคนเรามีค่าพีเอชเป็นกรด คือ ๕ ดังนั้น การล้างหน้าด้วยสบู่จึงทำให้สภาพผิวเกิดความเป็นด่างชั่วคราว ถ้าล้างออกด้วยน้ำจะหยุดสภาพความเป็นด่าง จากนั้น สภาพผิวจะกลับสู่สภาพความเป็นกรดภายใน ๓๐ นาที ซึ่งการใช้สบู่กับน้ำกระด้าง จะทำให้เกิดตะกอนแคลเซียมและแมกนีเซียมติดบนผิว อันเป็นบ่อเกิดของสิวเสี้ยน และพบว่า ตะกอนของเกลือแคลเซียมจะส่งเสริมให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปในต่อมไขมันและทำให้อักเสบได้

สอบถามสบู่แก้มใสไร้สิวเพิ่มเติมที่ 0816518088

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

หลักการเบื้องต้นในการดูแลรักษาผิวตามสภาพผิวหนัง

หลักการเบื้องต้นในการดูแลรักษาผิวตามสภาพผิวหนัง

ลักษณะผิวประเภทต่าง ๆ

1. ผิวธรรมดา (Normal Skin) 

  • เป็นลักษณะผิวที่หาได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนเมือง
  • ลักษณะผิว สะอาด เนียนนุ่ม เต่งตึง ไม่มัน ไม่มีริ้วรอย เนื้อเยื่อชั้นหนังกำพร้าจะมีความหนาพอดีไม่บางหรือหนาเกินไป มีความยืดหยุ่นดี เนื้อผิวชุ่มชื้น น่าสัมผัส

2. ผิวแห้ง (Dry Skin)

  • ลักษณะผิว ผิวชั้นนอกบางเห็นเส้นเลือดแดงเรื่อ ๆ เนื้อผิวแตกเป็นเกล็ดขุยลอกออกเป็นคราบ มีอาการคันร่วมด้วย เกิดริ้วรอยได้ง่าย จะรู้สึกแน่นตึงบนผิวหน้าโดยเฉพาะหลังจากล้างหน้าเสร็จใหม่ ๆ ผิวเช่นนี้จะเกิดอาการแพ้ได้ง่าย
  • ข้อแนะนำ ล้างหน้า สมานผิวและบำรุงผิวทุกวัน
  • สาเหตุ
    • ต่อมน้ำมันผลิตไขมันออกมาน้อย
    • ต่อมเหงื่อขับน้ำออกมาน้อย
    • ใช้สบู่ที่มีคุณสมบัติในการชะล้างที่แรง น้ำหล่อเลี้ยงจึงถูกกำจัดด้วย ทำให้ขาดความชุ่มชื้น
    • ขาดวิตามินซี
    • อยู่ในที่อากาศร้อนมาก
    • ออกแดดโดยไม่ปกป้องผิว
3. ผิวมัน (Oily Skin)

  • ลักษณะผิว ผิวชั้นนอกจะดูหนา เนื้อผิวหยาบ รูขุมขนเปิดกว้าง มีน้ำหล่อเลี้ยงผิวอยู่มาก ผิวไม่เรียบ เนื่องจาก การอุดตันของไขมันและสิว
  • ข้อแนะนำ ทำความสะอาด สมานผิวด้วยโลชั่นสมานผิวสำหรับผิวมันโดยเฉพาะ เพื่อหยุดยั้งการทำงานของต่อมไขมันไม่ให้ผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป รับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้ เนื้อที่ไม่ติดมัน ปลา และดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ
  • สาเหตุ
    • ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป
    • ระบบการเผาผลาญอาหารไม่ดี
4. ผิวผสม (Combination Skin)

  • ลักษณะผิว โดยรวมจะเป็นผิวแห้ง ผิวธรรมดา และผิวมันเข้าด้วยกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวบริเวณนั้น ๆ ว่าเป็นผิวอะไร เช่น บริเวณทีโซน มักจะมัน บริเวณแก้ม รอบดวงตา คอเป็นผิวธรรมดา
ข้อแนะนำ ควรดูแลสภาพผิวพรรณให้เหมาะสมกับลักษณะผิวบริเวณนั้น ๆ


การระคายเคืองและการแพ้ของผิว


ผิวทั้ง 4 ชนิดมีสิทธิแพ้ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของผิว เนื่องจาก ผิวหนังเป็นหน้าด่านที่จะต้องเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ที่มาสัมผัสกับร่างกาย ผิวหนังจึงมีกลไกในการต่อต้านสิ่งเหล่านี้เพื่อปกป้องร่างกาย ถ้าสิ่งที่มาสัมผัสไม่รุนแรงผิวหนังอาจจะไม่แสดงอาการออกมา แต่ถ้ามีความรุนแรงกลไกการต้านทานไม่ไหว จะแสดงอาการเกิดขึ้น เช่น บวม (Edema) แดง (Erythema) เป็นเม็ดพุพอง (Blisttering) หดตัว (Shriveling) ไหม้ (Burn) หลุดลอกเป็นสะเก็ด (Desquamation) คันเป็นผื่นแดง (Eczema) อาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุใหญ่ ๆ 2 ประการ คือ การระคายเคือง (Irritation) การแพ้ (Allergy or sensitization)


การระคายเคืองจากเครื่องสำอางมักจะเกิดจากสบู่ที่มีความเป็นด่าง ทำให้ผิวหนังแห้ง ถ้าผู้ใช้สบู่มีการถูแรง ๆ เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดออก ผิวจะแห้งสากมากขึ้นทำให้เกิดการแพ้สารอื่นตามมาได้ นอกจากนี้ อาจจะทำให้รูขุมขนเกิดการระคายเคืองต่อต่อมไขมัน ทำให้ไขมันอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิวตามมา

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เปลี่ยนหน้า สิว สิว ให้เป็น หน้า ใส ใส



ผิวขาว ผิวสวย ผิวใส มีกันได้ไม่ยากนะค่ะ ถ้าคุณสาว ๆ รู้วิธี

ดังนั้น เมื่อบรรดาปัญหาสิว ไม่ว่าจะเป็น สิวเสี้ยน สิวผด สิวหัวดำ สิวอุดตัน สิวอักเสบ โดยเฉพาะเจ้าสิวเสี้ยนเป็นปัญหาสำคัญของวัยรุ่น เพราะทำให้รู้สึกว่า “หน้าไม่ใส” “ไม่เรียบเนียน” แถมบางทีก็ยังดูหมอง ๆ อีกต่างหาก

อู้ย!!! จิปาถะสิว มารบกวนใบหน้าขาวสวยใสของคุณสาว ๆ อย่ามัวแต่ตกใจกันเลยค่ะ มาดูวิธีแก้ปัญหากันเถอะค่ะ

อย่างไรก็ตาม “สิว” จะเกิดได้กับคนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยรุ่น จะเป็นสิวมากเป็นพิเศษ ตัวการสำคัญของการเกิดสิว ก็คือ การอุดตันของท่อไขมันและรูขุมขน โดยมีปัจจัยอื่น อย่างเช่น พันธุกรรม ระบบฮอร์โมน สิ่งแวดล้อม ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การแพ้เครื่องสำอาง ฯลฯ

แล้วเราจะทำอย่างไรให้สิวหายล่ะ...

ไม่ยากเลยค่ะ เพียงคุณสาว ๆ หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของใบหน้า ข้อควรจำ :อย่าบีบแกะสิว (สำคัญมากนะค่ะ) เพราะการบีบหรือแกะสิว จะทำให้สิวอักเสบมากยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงการนวดหรือขัดหน้าขณะที่มีสิว หลีกเลี่ยงการใช้สครับหน้าขณะมีสิว เพราะจะทำให้สิวอักเสบมากขึ้น


อย่างไรก็ดี ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่เหมาะสมกับผิวของเรา หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ใส่ผม หรือเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมเหนอะหนะ เพราะอาจเป็นสาเหตุของการระคายเคืองผิว และทำให้เกิดสิวได้ และนอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ หาวิธีคลายเครียด และหลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่เป็นฝุ่นควัน แต่ถ้าพยายามทำจนถึงขั้นนี้แล้ว สิวก็ยังไม่หายสักที ควรรับการรักษาจากแพทย์โดยตรงจะดีกว่านะค่ะ เท่านี้ก็เพื่อให้หน้า สิว สิว เปลี่ยนเป็นหน้าใส ใส ไว ไว ยังไงล่ะค่ะ

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่อง ผิว ผิว เรื่องใกล้ตัวที่น่ารู้



“ผิว” ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวนะคะ แต่ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจมีปัญหาภายหลังได้ การรู้ว่า ตัวเองมีผิวประเภทใดจะช่วยให้เราสามารถทำความสะอาด และดูแลผิวได้ตรงจุดว่า แต่คุณรู้รึเปล่าคะว่า คุณมีผิวประเภทใด โดยสามารถแบ่งผิวได้เป็น 4 ประเภท คือ ผิวธรรมดา ผิวผสม ผิวมัน และผิวแห้ง ซึ่งใครที่มีผิวธรรมดาก็นับว่า โชคดีที่สุด เพราะไม่ต้องกังวลว่า ผิวจะแห้งเกินไป หรือมันเกินไป เรื่องสิวกับริ้วรอยก็ยิ่งหมดห่วง ส่วนวิธีการดูแลผิวประเภทนี้ก็แสนจะง่ายดาย เพียงล้างหน้าให้สะอาด ใช้ผลิตภัณฑ์ปรับสภาพผิว และหมั่นเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว แล้วก็ควรดูแลผิวเพิ่มเติมเมื่อต้องไปเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัดหนาวจัด เพื่อให้ผิวคงสภาพที่ดีไว้เสมอค่ะ

สำหรับผิวมันนั้น เราสังเกตไม่ยากเลยค่ะ เพราะหลังล้างหน้าไม่นาน หน้าก็จะเริ่มมันจนต้องใช้กระดาษซับมันหลายแผ่นต่อวัน นั่นก็เพราะผิวชนิดนี้เกิดจากการที่ต่อมไขมันทำงานมากเกินปกติ รวมทั้งมีรูขุมขนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณที-โซน จะมีความมันมากเป็นพิเศษ ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวนั่น เอง ใครที่กังวลว่า จะดูแลผิวหน้าประเภทนี้อย่างไรดี จะใช้ผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อไหนแล้วต้องมีส่วนผสมอะไรบ้าง เกณฑ์ในการเลือกง่าย ๆ ก็คือ ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวมันไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ เพราะจะทำให้ผิวมันยิ่งขึ้น และควรใช้ครีมกันแดดที่มีเนื้อเบา รับรองหน้าใสชนะเลิศแน่นอน



สำหรับผิวแห้งนั้น จะตรงกันข้ามกับผิวมัน คือ ผิวจะมีรูขุมขนที่ละเอียด แต่ผิวแห้งกร้าน บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นผิวเป็นขุย มักเกิดปัญหาริ้วรอยได้ง่าย เนื่องจาก ผิวขาดน้ำมันมาหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ ทั้งยังไม่สามารถเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ได้ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวและป้องกันริ้วรอย จะช่วยลดปัญหานี้ลงไปได้มากทีเดียวค่ะ และสำหรับคนที่มีผิวแห้ง หรือผิวธรรมดาบริเวณแก้ม และมีผิวมันบริเวณหน้าผากจมูก และคาง หรือที่เรียกว่า ที-โซนนั้น ก็อาจจะเรียกได้ว่า คุณเข้าข่ายเป็นสาวผิวผสม การดูแลผิวประเภทนี้ต้องละเอียดอ่อนสักหน่อย การรู้จักชนิดของผิว จะช่วยในการเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสมได้

นวพร เอี่ยมธีระกุล
Website : http://yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ครีมกันแดดสำหรับผิวที่เป็นสิว





“สิว”เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในวัยรุ่น และเกิดจากการอักเสบของระบบต่อมไขมัน (sebaceous gland) ในรูขุมขน สาเหตุมาจากของใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น แชมพูสระผม สบู่ และกระดาษซับหน้ามัน ปัญหาจากสิวจึงส่งผลกระทบทางจิตใจของผู้ที่มีปัญหาสิวดังกล่าว ทำให้ขาดความมั่นใจ การรักษาสิวที่ได้ผลจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการอุดตันของต่อมไขมัน ปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้คนเป็นสิวมากหรือน้อยต่างกัน ได้แก่ กรรมพันธุ์ แสงแดด อากาศ อาหาร อารมณ์ ฮอร์โมน เครื่องสำอาง ครีมบางชนิด แป้งทาหน้า การระคายเคือง การเสียดสี และการนวดหน้า เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นร่างกายจะมีการสร้างฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนชนิดนี้จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันที่บริเวณผิวหนังสร้างไขมัน (sebum) ออกมามาก ซึ่งจะระบายออกมาตามรูขุมขน ถ้าหากรูขุมขนเกิดการอุดตันก็จะทำให้เกิดการคั่งของน้ำมันในขุมขน เกิดเป็นหัวสิวหรือโคมีโดน(comedone) เมื่อ มีการอุดตันมากขึ้น ไขมันจะสะสมในท่อทำให้เกิดการอักเสบ นอกจากนี้ ยังเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในต่อมไขมันชนิดหนึ่งมีชื่อว่า ต่อมไขมันพีแอกเนส์ : P.acnes/Propionibacterium acnes
แสงแดดและฝุ่นละออง มีผลต่อผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายและผู้ที่มีปัญหาสิว การได้รับแสงแดดอย่างต่อเนื่องและรุนแรงจะมีผลต่อผิวหนังในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังมักแนะนำให้เริ่มใช้ครีมกันแดดตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง และผิวเสื่อมสภาพก่อนวัย ซึ่งวัยรุ่นมักจะให้ความสำคัญกับบริเวณใบหน้าเป็นสิ่งแรก และเป็นส่วนที่จะต้องรับแสงแดดเป็นประจำและรุนแรงกว่าบริเวณอื่นของร่างกาย วัยรุ่นมักกังวลกับสิวที่เกิดบนใบหน้า และสาเหตุมักมาจากหน้ามัน มีผลให้เป็นรอยผื่นแดง สูตรผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่ใช้เพื่อปกป้องแสงแดดอาจไม่เหมาะกับผิวหนังที่เป็นสิว ดังนั้น การเลือกเครื่องสำอาง ครีมกันแดด ควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า ไม่ทำให้เกิดสิว มีฉลาก “oil free” หรือปราศจากน้ำมัน
ผลิตภัณฑ์ยารักษาสิวที่มักใช้กัน ได้แก่ benzoyl peroxide หรือ retinoic acidซึ่งทำหน้าที่ต้านเชื้อแบคทีเรีย แต่มีคุณสมบัติไวต่อแสงแดด


ครีมกันแดดที่แนะนำ คือ ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ TiO2, และ ethylhexyl methoxycinnamate ซึ่งไม่ทำให้เกิดสิวอุดตัน นอกจากนั้น ยังใช้phosphatidylcholine และ hydrosoluble azelaic acid ที่ช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ และใช้กับผิวที่เป็นสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจาก การใช้ครีมกันแดดสำหรับผิวที่เป็นสิวแล้ว ควรใช้ครีมทำความสะอาดเพื่อลดไขมันอุดตันด้วย และ มีข้อแนะนำเพื่อป้องกันจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรใช้วิธีการอื่นผสมผสานด้วย เช่น ลดการออกรับแสงแดด หลีกเลี่ยงแสงแดด สวยเสื้อผ้ากันแดด และใช้แว่นตากันแดด 



นวพร เอี่ยมธีระกุล

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

8 วิธีหน้าขาวใส 8 วันขาวใสไร้สิว



สุดยอดแห่งผิวหน้าที่คุณสาว ๆ ใฝ่ฝันอยากจะครอบครอง คือ ผิวขาวกระจ่างใส มีออร่า แลดูเปล่งประกาย ดุจดั่งไข่มุกสีน้ำนม สำหรับคุณสาวๆ แล้ว ใบหน้าที่ขาวใสเนียนสวยเป็นธรรมชาติ จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเอง ทั้งยังเป็นการช่วยเสริมเสน่ห์ให้กับตัวคุณสาว ๆ ให้มีความรู้สึกที่มั่นใจเวลาที่ต้องออกไปนอกบ้าน หรือต้องเข้าสังคม และซึ่งในทางตรงกันข้าม ถ้าหากใบหน้าเต็มไปด้วย สิว ริ้วรอย และความหมองคล้ำ ความมั่นใจในตัวเองของคุณสาว ๆ ก็จะพลอยหายวับไปพร้อมกับจำนวนปัญหาริ้วรอยเหล่านั้นอีกด้วย

ในวันนี้ คุณสาว ๆ ที่ไม่อยากให้หน้าขาวใสเนียนสวยเป็นธรรมชาติกลายเป็นอดีต ขอแนะนำ 8 สูตรผิวขาวสวยใสไร้สิว 

1. แอปเปิ้ลเขียว ไม่ปลอกเปลือกครึ่งผล นมสด นำส่วนผสมทั้งอย่างมาปั่นรวมกัน พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หน้าขาวเนียนสวยใส เพิ่มความชุ่มชื้น และยังช่วยลดริ้วรอย

2.  แอปเปิ้ลเขียวไม่ปลอกเปลือกครึ่งผลมาปั่น น้ำมะนาว1 ช้อนชาคนให้เข้ากัน แล้วพอกชโลมให้ทั่ว เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หน้าขาวเนียนสวยใส ลดจุดด่างดำ และยังช่วยลดริ้วรอย

3.  น้ำผึ้ง ไข่ขาว มะนาวอย่าง ละ 1 ช้อนโต๊ะผสมให้เข้ากัน ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น หรือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบให้ทั่วใบหน้า นำส่วนผสมมาพอกให้ทั่วใบหน้าประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจัด และทาโลชั่นในทันที แนะนำให้ทำวันเว้นวัน จะทำให้หน้าคุณสาว ๆ ขาวใสไร้สิว และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า

4.  น้ำมะขามเปียก น้ำผึ้ง ขมิ้น นมสด ผสมเข้าด้วยกัน นำมานวดหน้าและพอกหน้าทิ้งไว้ ควรทำอย่างน้อย 2 -3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะทำให้เซลล์ที่ตายแล้ว สิวเสี้ยนเม็ดเล็กเม็ดน้อยจะหลุดติดออกมา เห็นหน้านวลขาวใส เนียนนุ่ม

5.  แป้งดินสอพอง ขมิ้น ไพร มะขามเปียก ผสมเข้าด้วยกัน พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง สูตรนี้จะทำให้หน้าขาวใสกรี๊ก

6. ขิงแก่ฝานบาง ๆ แนะนำให้ฝานตามยาว สาว ๆ อยากให้จุดไหนใสมีสีชมพูก็ปาดบริเวณนั้นทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ซึ่งผิวบริเวณนั้นจะรู้สึกร้อน ๆ ตึง ๆ จะทำให้หน้าใสปิ๊ง อมชมพู

7.    น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ มะขามเปียก ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ให้ข้นมาก ๆ พอกหน้าทิ้งไว้ จะรู้สึกยิบ ๆ ที่ใบหน้า พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยขจัดสิวเสี้ยน ผิวหน้านวลเนียนขาวใส

8.   โยเกิร์ต 1 ถ้วย เกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน ชโลมให้ทั่วใบหน้า แล้วขัด ๆ ถู ๆ ให้ทั่ว ขัด 5 นาที ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออก ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ช่วยขัดเซลล์ที่ตายแล้ว สิวเสี้ยนจะหลุดออก ทำให้หน้าขาวใส และยังช่วยลดริ้วรอย

จะดีกว่าไหม ????
ถ้าคุณสาว ๆ สามารถดูแลผิวขาวใสเนียนสวย ได้ง่าย ๆ ด้วยตนเองในทุก ๆ วัน

รายละเอียดเพิ่มเติม : ขาวใสไร้สิว 

นวพร เอี่ยมธีระกุล

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สบู่ (Soap) : ชนิดและส่วนประกอบหลักของสบู่




“สบู่ (Soap)” เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ ได้จากการนำเอาน้ำมันพืช หรือไขมันสัตว์ผสมกับน้ำด่างที่ได้จากการนำเอาขี้เถ้ามาแช่น้ำ ทำขึ้นเพื่อใช้ทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้า มีหลักฐานพบว่า มนุษย์รู้จักใช้สบู่มาตั้งแต่ 2800 ปี ก่อนคริสตกาล โดยคำว่า “สบู่ (Soap)” มาจากชื่อของภูเขา Sapo ใน สมัยโรมัน ซึ่งเป็นที่ทำพิธีบูชายัญสัตว์ เมื่อเกิดฝนตก น้ำฝนได้ชะเอาไขสัตว์มารวมกับขี้เถ้าแล้วไหลลงสู่แม่น้ำ เมื่อมีผู้หญิงนำเสื้อผ้าไปซักในแม่น้ำ ก็พบว่า เสื้อผ้าเหล่านั้นซักออกได้ง่าย สบู่ในยุคต้นจึงมีไว้ใช้ทำความสะอาด หลังจากนั้น จึงได้มีการคิดค้นสบู่ขึ้นเพื่อใช้ในการชำระล้างร่างกาย

จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันสบู่มีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก และได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนมีการสังเคราะห์สารใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสารชำระล้างทดแทนมากมาย และสบู่ตามความหมายของคำที่ใช้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หมายถึง เกลือโซเดียม (sodium salt) หรือเกลือโพแทสเซียม (potassium salt) หรือเกลือแอมโมเนียม (ammonium salt) หรือเกลือเอมีน (amine salt) ของกรดไขมัน (fatty acid) ของน้ำมัน หรือไขมันจากพืชหรือสัตว์ เป็นผลผลิตจากปฏิกิริยาระหว่างด่างกับไขมัน (Saponification) โดยได้กลีเซอรีน (glycerine) ผสมร่วมออกมาด้วย เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชำระล้าง ขจัดคราบสิ่งสกปรก หรือทำความสะอาดร่างกาย สบู่หรือเกลือของกรดไขมัน เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีระหว่างเบสในปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำมันที่ได้จาก พืชหรือสัตว์ก็ได้ ปฏิกิริยาเช่นนี้เรียกว่า กระบวนการแซพอนิฟีเคชัน (saponification) ซึ่ง จะได้เป็นของแข็งลื่นมือ ใช้ประโยชน์ในการเป็นสารทำความสะอาดชำระล้างและขจัดคราบสิ่งสกปรก จากการเกิดปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันกับเบส

ชนิดของสบู่ จำแนกได้ดังต่อไปนี้
1.    สบู่ก้อน (hard soap) เป็น สบู่ที่ได้มาจากการทำปฏิกิริยาระหว่างกรดไขมันกับสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ เนื้อสบู่ที่ได้เป็นก้อนมีลักษณะทึบแสง เมื่อเวลาแห้ง และเย็นมีโซดาไฟเป็นส่วนประกอบหลัก มีเกลือโพแทสเซียมของกรดไขมัน ใช้สำหรับภายนอกเท่านั้น ไม่ควรใช้สบู่ก้อนสระผม เพราะจะทำให้เส้นผมและหนังศีรษะกระด้าง
2.    สบู่ชนิดอ่อน (soft soap) ลักษณะคล้ายน้ำผึ้งหรือเยลลี่ (jelly) สีเหลืองใสทำด้วยน้ำมันมะกอกและโซดา
3.    สบู่เหลว (liquid soap) มีส่วนผสมของเกลือโพแทสเซียมกับกรดไขมัน และอาจมีส่วนผสมของน้ำมันมะกอก เมล็ดถั่ว เมล็ดฝ้าย และสมุนไพรอื่นๆ
4.    สบู่ไขมัน (fat soap) เป็น สบู่ที่มีการเติมสารอิมอลเลียนท์ที่เป็นฟิล์มบาง ซึ่งเมื่อใช้แล้วจะติดอยู่บนผิว ท้าให้ผิวลื่น และป้องกันการสูญเสียความชื้นจากผิวเหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้ง
5.    สบู่ใส (transparent soap) หรือสบู่กลีเซอรีน (glycerine soap) เป็นสบู่ที่มีเนื้อสบู่ทำเป็นก้อน มีความแข็งพอ ๆ กับสบู่แข็ง แต่มีลักษณะใส ผิวมันเงา การที่สบู่มีลักษณะใส เนื่องจากมีส่วนประกอบของเอทานอล กลีเซอรีน และน้ำตาลทราย สบู่นี้มีความสามารถในการทำความสะอาดเหมือนกับสบู่แข็ง แต่มีราคาแพงกว่า โดยทั่วไปนิยมผลิตจากส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะกอก ไขมันวัว น้ำมันละหุ่ง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน และยางสน
6.    ซินเดท (syndet) เป็นสบู่ที่มีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง

ส่วนประกอบหลักของสบู่ มีดังนี้
1.    ไขมันหรือน้ำมัน ไขมันแต่ละชนิดประกอบด้วยไขมันมากกว่า 1 ชนิด ตามธรรมชาติกรดไขมันเหล่านี้จะไม่อยู่อิสระ แต่รวมกับสารกลีเซอรีนในไขมันอยู่ในรูปกลีเซอไรด์ รวมตัวเป็นสบู่ สารที่เกาะติดกับไขมันก็จะหลุดออกมาเป็นกลีเซอรีน กรดไขมันแต่ละชนิดเมื่อรวมตัวกับเบสแล้ว จะให้สบู่ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น กรดลอริก (lauric acid) มี มากในน้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันที่ทำปฏิกิริยากับเบสแล้วให้สารที่มีฟองมาก เป็นต้น ดังนั้น จึงควรศึกษาคุณสมบัติของสบู่ที่ได้จากไขมันต่างชนิดกัน ดังนี้
a.    ไขมันวัว (tallow) ให้สบู่ที่แข็งเปราะมีสีขาว อายุการใช้งานนานทนทาน แต่มีฟองน้อยมักจะต้องใช้ร่วมกับน้ำมันอื่น ๆ
b.    ไขมันแพะ (goat fat) จะได้สบู่ที่มีเนื้อนุ่มให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ผิวนุ่มเนียน
c.    ไขมันไก่และไขมันหมู (lard) เนื้อสบู่ที่ได้จะเละไม่จับตัวเป็นก้อน ต้องผสมกับน้ำมันชนิดอื่น ๆ
d.    ไขมันแกะ ให้สบู่ที่แข็ง เปราะ แต่มีฟองน้อย มักจะต้องใช้ร่วมกับน้ำมันอื่น ๆ
e.    น้ำมันรำข้าว (rice bean oil) ให้วิตามินอีมาก ทำให้สบู่มีความชุ่มชื้น บำรุงผิว ช่วยลดความแห้งของผิว
f.     น้ำมันปาล์ม (palm oil) สบู่ที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มนี้จะแข็งเล็กน้อย ให้ฟองน้อยแต่ฟองมีความคงทนอยู่นาน มีคุณสมบัติในการชำระล้างได้ดี แต่จะทำให้ผิวแห้ง น้ำมันปาล์มเป็นไขมันที่สามารถใช้ทดแทนไขมันสัตว์ได้ดีแต่ผลิตเองได้ยาก เพราะต้องอาศัยเครื่องบีบคั้นเอาน้ำมัน
g.    น้ำมันละหุ่ง (castor oil) น้ำมัน ละหุ่งจะสกัดได้จากน้ำมันเมล็ดละหุ่ง ต้องใช้วิธีบีบโดยไม่ใช้ความร้อน เพื่อหลีกเลี่ยงโปรตีนอันตรายที่จะออกมาพร้อมน้ำมันละหุ่ง เป็นน้ำมันที่ใช้เพิ่มคุณสมบัติความชุ่มชื้นและนุ่มผิว สบู่จากน้ำมันละหุงจะช่วยให้ผิวนุ่ม ซึ่งน้ำมันละหุ่งจะทำให้มีฟองขนาดเล็กจำนวนมาก
h.    น้ำมันมะกอก สบู่ที่ได้จะแข็ง ใช้ได้นาน มีฟองเป็นครีมนุ่มนวลมาก ให้ความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้ง มีราคาแพง เป็นน้ำมันที่นำเข้าจากต่างประเทศ
j.      น้ำมันเมล็ดทานตะวัน (sunflower oil) ช่วยทำให้สบู่นุ่มขึ้น แต่มีฟองน้อย
k.    น้ำมันงา เป็นน้ำมันที่ให้วิตามินอีและให้ความชุ่มชื้น ช่วยในการรักษาผิว แต่มีกลิ่นเฉพาะตัว บางคนอาจไม่ชอบ
l.      น้ำมันถั่วเหลือง (soybean oil) ให้วิตามินอีและความชุ่มชื้น แต่มักเกิดฟองมากขณะทำปฏิกิริยา และทำให้เนื้อสบู่มีรูพรุนไม่สวยงาม
m.   ขี้ผึ้ง (bees wax) จะได้สบู่เนื้อแข็ง อายุการใช้งานนาน ฟองน้อยแต่ทนนาน
n.    กรดสเตียริก เป็นกรดไขมันอิ่มตัวที่ไม่มีพันธะคู่อยู่ในโมเลกุล การผสมกรดสเตียริกลงในสบู่ จึงทำให้สบู่มีลักษณะแข็ง แต่ถ้าผสมมากเกินไป อาจทำให้สบู่เหม็นหืนง่าย
o.    น้ำมันมะพร้าว (coconut oil) สบู่ที่ผลิตจากน้ำมันมะพร้าวนี้ จะมีเนื้อแข็งกรอบ แตกง่าย สีขาวข้น มีฟองมากเป็นครีม ให้ฟองที่คงทนพอควร แต่มักจะทำให้ผิวแห้ง ต้องใช้น้ำมัน   อื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

อนึ่ง “สบู่ (soap)” ในความเข้าใจของคนทั่วไปนั้น สบู่จึงเป็นเครื่องสำอางชนิดหนึ่งที่ใช้ในการทำความสะอาดร่างกาย เดิมใช้เพื่อทำความสะอาดร่างกายเท่านั้น ปัจจุบันกระบวนการผลิตสบู่มีการเพิ่มส่วนผสมอื่น ๆ เพื่อให้สบู่มีสรรพคุณตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น มีสีสันที่สวยงามน่าใช้ มีกลิ่นหอม และมีสรรพคุณทางยาในทางการค้า มีการใช้สารสังเคราะห์เพิ่มขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์น่าใช้ บรรจุภัณฑ์สวยงาม แต่แฝงไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตราย มีพิษตกค้างและราคาสูง


ดังนั้น ผู้ประกอบการเวชสำอางในปัจจุบัน จึงได้นิยมใช้พืชสมุนไพรที่มีอยู่ในธรรมชาติมา เป็นส่วนผสมเพิ่มเติมในสบู่ แทนการใช้สารเคมีสังเคราะห์ พืชสมุนไพรที่ใช้มีสาระสำคัญ และมีสรรพคุณทางยา เช่น มีน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นเฉพาะใช้ในการบำบัดโรค มีสีสันสวยงาม หาง่าย ราคาถูก ประหยัด ไร้สารสังเคราะห์ และไม่มีพิษตกค้าง ทำให้สบู่ที่ผลิตขึ้นจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมีคุณลักษณะเฉพาะที่หลากหลาย จึงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของสบู่สมุนไพรที่มีคุณค่ายิ่งของภูมิปัญญาไทย



นวพร เอี่ยมธีระกุล
yanincosmeticbankgok.com
Call Center : 0816518088
Line : yanin..cosmetics