แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครีมกันแดด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครีมกันแดด แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

เครียดแค่ไหน ก็ต้องหยุด “เท้าคาง” นะ!

เครียดแค่ไหน ก็ต้องหยุด “เท้าคาง” นะ!

เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ทุก ๆ ริ้วรอยอันไม่พึงประสงค์ แต่ถ้าหากเรารู้จักวิธีการชะลอ หรือยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้นก่อนเวลาอันสมควร ก็คงเป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่หรือ? เพราะเชื่อแน่ว่า ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้มีริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าเกิดขึ้นก่อนวัยแน่นอน ยิ่งตอนนี้เราเองก็ไม่ใช่เด็ก ๆ ที่จะทำอะไรก็เต่งตึงเด้งดึ๋งไปหมด ไม่ว่าจะหัวเราะ หรือร้องไห้ เมื่อหยุดแล้ว ริ้วรอยของอิริยาบถบนหน้า ใบหน้าก็จะหายไปในทันที ไม่ว่าจะทำบ่อยแค่ไหนก็ตาม

โดยเฉพาะอิริยาบถประเภทนั่งเท้าคาง นับเป็นท่าทางที่เสี่ยงต่อริ้วรอยบนใบหน้าได้เร็วแบบที่เรามักไม่รู้ตัว และเป็นสิ่งที่เราชอบเผลอทำกันบ่อย ๆ เสียด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วคนในช่วงวัยอายุ 30 ปีขึ้นไป มักจะเกิดริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้าได้ง่าย แถมริ้วรอยนี้ยังเลือนหายไปยากอีกต่างหาก นั่นก็เพราะเมื่อเวลาผ่านไปผิวหนังมันไม่เด้งดึ๋งกลับไปเต่งตึงง่าย ๆ เหมือนเด็กแล้วนั่นเอง

ดังนั้น ถ้าหากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว (อายุ 30 ปีขึ้นไป) ก็ควรพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรม รวมทั้งอิริยาบถต่าง ๆ เสียตั้งแต่ตอนนี้ โดยเฉพาะการเท้าคาง เพราะการนั่งเท้าคางแค่ไม่กี่นาที ก็ทำให้เกิดริ้วรอยได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจาก เกิดการกดทับขึ้นบนผิวหน้า และถ้าใครที่ทำบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ กันเป็นประจำแล้วล่ะก็ ริ้วรอยก็ยิ่งจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น หากคุณรู้สึกว่า เมื่อยคอจนอยากนั่งเท้าคางให้รีบเตือนตัวเองไว้ทุกครั้งว่า “ไม่ทำนะ เดี๋ยวแก่” ถ้าเป็นไปได้ ให้หาเวลาพักสายตา ออกไปเดินเล่น ยืดแขนยืดขาบ้าง อาจช่วยบรรเทาการเหนื่อยล้าได้ หรืออาจนอนหลับตาพักผ่อน นวดกดจุดผ่อนคลายบริเวณใบหน้าและต้น ก็จะเป็นการช่วยได้เยอะเลยทีเดียว


นอกจากนี้ ต้องรู้จักถนอมผิวด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วย เช่น ใช้ครีมบำรุงผิวที่มีเนื้อครีมเข้มข้น ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยต่อต้านริ้วรอย และกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิว อาจเป็นครีมที่มีส่วนผสมของ AHA หรือวิตามินซีรวมอยู่ด้วย เพื่อเรียกความสดใสของผิวที่หายไป ถ้ามีเวลาก็หมั่นไปทำทรีทเม้นท์เพื่อให้อาหารผิว ทำเลเซอร์บ้าง จะเป็นอีกทางที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ให้กับผิวและได้ผลดี ที่สำคัญไปกว่านั้น ไม่ควรลือมใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดค่า SPF สูงพอในปริมาณที่เหมาะสมในทุกวันด้วย เมื่อดูแลดีแล้ว แม้วันนี้หรือวันหน้าที่เรากำลังจะก้าวข้ามเลข 3 หรือเลยไปไกลแล้วก็ตาม แต่ถ้าผิวเรายังเด็กกว่าอายุจริง มีความชุ่มชื้นเปล่งปลั่งสดใสไม่มีริ้วรอยก่อนวัย ก็เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจไม่ใช่เหรอจ๊ะสาว ๆ

นวพร เอี่ยมธีระกุล
Email : yanincosmetic@hotmail.com

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปรับอีกนิด ชีวิตเลี่ยงแดด

ปรับอีกนิด ชีวิตเลี่ยงแดด

สิ่งที่พึงระวังยามหน้าร้อน คือ กลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ซึ่งอาจจะส่งผลให้เราพักผ่อนน้อยลงโดยไม่รู้ตัว เพราะถ้าหากว่าเราเข้านอนเวลาปกติ แต่แดดออกเร็วกว่าปกติ ร่างกายก็จะตื่นเร็วกว่าปกติไปวันละนิดละน้อย เมื่อบวกกับอากาศร้อนตอนกลางวันที่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียกว่าปกติแล้ว คุณอาจจะเกิดอาการอ่อนเพลีย ร่างกายอ่อนล้าได้โดยไม่ทราบสาเหตุ (ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วสาเหตุเกิดจากสิ่งที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้นนั่นเอง) ดังนั้น ปรับเปลี่ยนวิถีการนอนและตำแหน่งอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ในห้องนอนรับหน้าร้อนดีกว่าค่ะ

ดูตำแหน่งเตียงนอนว่า รับแสงแดดตอนเช้าเต็ม ๆ หรือไม่ ถ้าสามารถเลื่อนเตียงนอนให้หลบแสงแดดตอนเช้าได้ ควรทำ หรือติดผ้าม่านกันแสง เพื่อลดกรองแสงและความร้อนที่จะส่งเข้าห้องช่วงเช้าตรู่ และไม่ควรเปิดเครื่องปรับอากาศอุณหภูมิต่ำจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ร่างกายปรับตัวกับอากาศจริงข้างนอกไม่ทัน อาจทำให้ป่วย หรืออ่อนเพลียได้ง่ายขึ้น


นอกจากนั้น อุณหภูมิของน้ำที่อาบก็สำคัญ การอาบน้ำเย็นจัด ๆ ในหน้าร้อนอาจจะทำให้ร่างกายปรับอุณหภูมิปกติ และไม่ปล่อยให้ร่างกายเปียกน้ำไปโดนพัดลมหรือโดนลม เพราะอาจจะทำให้เป็นไข้ได้ รีบเช็ดตัวให้แห้งหลังจากจากการอาบน้ำ และสวมเสื้อผ้าหลวม ๆ สลาย ๆ แทนดีกว่า และอย่าลืมปกป้องของคุณด้วยครีมกันแดดนะค่ะ

นวพร เอี่ยมธีระกุล
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
Website : 
Email : yanincosmetic@hotmail.com

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดลับผิวขาวสวยสุขภาพดีในหน้าร้อน

เคล็ดลับผิวขาวสวยสุขภาพดีในหน้าร้อน

วันนี้ นำเคล็ดลับวิธีการดูแลผิวหน้าร้อน ที่จะช่วยให้คุณมีผิวขาวสวยสดใสกับอากาศร้อนๆ ได้เป็นอย่างดีแน่นอน

เมื่อต้องเผชิญแสงแดด สิ่งที่คุณสาว ๆ ขาดกันไม่ได้เลย ก็คือ ครีมกันแดด และสำหรับแสงแดดที่แผดจ้า อย่างนี้สาว ๆ ต้องเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 ขึ้นไปถึงจะพอ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะสู้แสงแดดแรง ๆ ในบ้านเราไม่ได้ และในการแต่งหน้า คุณสาว ๆ อย่าใช้รองพื้นที่หนาเกินไป เพราะคุณจะสวยได้ไม่นาน หน้าก็จะมันเยิ้มจากการเผชิญแสงแดดร้อนจ้า ซึ่งแน่นอนว่า การที่ครีมรองพื้นละลายเข้ากับความมันบนใบหน้า แล้วใบหน้าคุณก็จะมีสิวเห่อเอาได้ง่าย ๆ ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดและรองพื้นบาง ๆ ก็พอค่ะ หรือไม่ก็ทาแป้งแบบชริมเมอร์ก็ช่วยเรื่องความสว่างสดใสได้เยอะ ส่วนเครื่องสำอางนั้น ลองเลือกที่กันน้ำได้ก็จะลดปัญหาเครื่องสำอางละลายเปื้อนใบหน้าได้

เมื่อออกไปข้างนอก โดยแสงแดดมาเป็นเวลานาน หรือไม่ว่าแดดจะแรงเท่าไหร่ เมื่อกลับมาบ้านแล้ว ลองใช้น้ำเย็นล้างหน้า รับรองว่า นอกจาก จะรู้สึกผิวสดชื่นเย็นสบายแล้ว น้ำเย็นยังช่วยฟื้นฟูผิวหน้าได้เป็นอย่างดีด้วย

ข้อสำคัญในหน้าร้อน ๆ อย่างนี้นะค่ะ คือ การดื่มน้ำค่ะ ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ ดื่มให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้ว การดื่มน้ำเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว ในฤดูร้อนที่ผิวมักจะแห้ง และทานผลไม้ หรือน้ำผลไม้กันบ่อย ๆ เช่น แตงโม แคนตาลูป หรือผลไม้ธาตุเย็น เพราะผลไม้ประเภทนี้จะอุดมไปด้วยน้ำที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวพอ ๆ กับน้ำเลยค่ะ แต่จะดีตรงที่มีรสชาติดีและยังเป็นอาหารบำรุงผิวที่คุณจะได้มาพร้อมกับความหวานอร่อยของผลไม้นั่นเองค่ะ ดังนั้น ทานผลไม้เยอะ ๆ กันให้ได้ทุกวันนะค่ะ

นวพร เอี่ยมธีระกุล (นู๋กบ)

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

แนวทางเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

แนวทางเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

แสงแดดเป็นภัยใกล้ตัวที่เรานึกไม่ถึง จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากชั้นบรรยากาศที่ทำหน้าที่กรองรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet, UV) ค่อย ๆ ถูกทำลายลง จนทำให้รังสียูวีเอและรังสียูวีบีที่มีอยู่ในแสงแดดตกลงมากระทบถึงพื้นผิวโลก ส่งผลให้ผิวของคนเราเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวแก่ก่อนวัย จุดด่างดำ ฝ้า กระ ผิวไหม้ แสบแดง ผิวหนังอักเสบ ไปจนถึงมะเร็งผิวหนัง  ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (ครีมกันแดด) จะช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดดได้ ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (ครีมกันแดด) ที่วางขายอยู่ในท้องตลาดมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี โดยช่วยลดปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่จะมาถึงผิวโดยอาศัยคุณสมบัติของสารป้องกันแสงแดดที่มีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่
  1. กลุ่มสารที่เป็นสารสะท้อนแสงแดด โดยสารกลุ่มนี้จะเคลือบอยู่บนผิวไม่ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง เช่น ซิงค์ออกไซด์ (Zinc oxide) ไตตาเนียมไอออกไซด์ (Titanium dioxide) แมกนีเซียมคาร์บอเนต (Magnesium carbonate และ Magnesium oxide) เป็นต้น
  2. กลุ่มสารที่เป็นสารดูดซับแสง สารเหล่านี้จะทำหน้าที่ดูดซับแสงแดดทำให้แสงแดดไม่สามารถผ่านเข้ามาทำอันตรายต่อผิวหนังได้ เช่น แอนทรานิเลต (Anthranilate) เบนโซฟิโนน (Bensophenone) ซินนาเมต (Cinnamate) เป็นต้น

คำว่า Sun Protection Factor (SPF) คงคุ้นหูเป็นอย่างมาก มันเป็นค่าที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดของผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (ครีมกันแดด) เช่น ถ้าปกติโดนแสงแดดได้นานเป็นเวลา 30 นาที แล้วถึงจะอาการแสบ ร้อน หรือไหม้ที่บริเวณผิวหนัง แต่เมื่อได้ทาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางป้องกันแสงแดด (ครีมกันแดด) ที่ผสมสารป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF 15 ก็จะสามารถสัมผัสกับแสงแดดได้นานขึ้นถึง 15 เท่า ก็คือ 450 นาที เครื่องสำอางที่มีค่า SPF มากย่อมทำให้ระยะเวลาที่ผิวสามารถทนทานต่อแสงแดดนานขึ้นตามลำดับ แต่เครื่องสำอางนั้นก็จะเหนียวเหนอะมากขึ้น และมีสารเคมีที่ใช้กันแดดมากตามเช่นกัน ดังนั้น โอกาสที่ผู้ใช้จะเกิดการแพ้หรือระคายเคืองย่อมมีมากกว่าผู้ที่ใช้เครื่องสำอางที่มีค่า SPF ต่ำ อีกทั้งเครื่องสำอางที่มีค่า SPF ยิ่งมากราคายิ่งแพง

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดมีการผลิตออกมามากมายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค จนในบางครั้งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนในการเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ อย่างคำว่า sunscreen และ sunblock ที่ระบุอยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 คำนี้ อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสงสัยว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร และชนิดไหนให้ผลดีกว่ากัน ซึ่งในความเป็นจริง 2 คำนี้ใช้เรียกแทนกันได้ในการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิต เพียงแต่ sunscreen (Chemical Sunscreen) คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันแสงแดดเป็นส่วนผสม มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวหนังจากแสงแดดได้ด้วยการดูดซับรังสี UV และควรทาก่อนถูกแสงแดดเป็นเวลา 30 นาที เนื่องจาก ต้องการเวลาในการเกิดปฏิกิริยาเคมี ส่วน sunblock (Physical Sunscreen) เป็นคำที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะทึบแสงมาก ๆ และมีความข้นหนืดสูง มีคุณสมบัติปกป้องผิวด้วยการช่วยสะท้อนหรือกระจายแสง UV ออกจากผิว ไม่ให้แสง UV ผ่านเข้าชั้นผิวหนังได้ 

สำหรับการเลือกซื้อครีมกันแดดอย่างถูกวิธี คือ

  1. ฉลากผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดจะต้องเป็นภาษาไทย แสดงชื่อและประเภทของผลิตภัณฑ์ ชื่อและปริมาณส่วนประกอบสำคัญ ชื่อที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ ปริมาณ สุทธิ คำเตือน เลขที่จดแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมีอายุไม่เกิน 2 ปี
  2. ควรพิจารณาเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีสารกรองแสงรังสีทั้งยูวีเอและยูวีบีเป็นองค์ประกอบ
  3. ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่บอกค่าป้องกันแสงแดด (SPF-Sun Protection Factor) เช่น SPF 15 หรือ 30 เป็นต้น และควรเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น ถ้าต้องทำงานนอกสถานที่ หรือต้องได้รับแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่าสูง เช่น SPF 15 หรือมากกว่านั้น
  4. ในกรณีที่ต้องการป้องกันแสงแดดขณะว่ายน้ำ ควรเลือกครีมกันแดดชนิดที่กันน้ำ (Water resistance) ถ้าใช้ขณะอากาศร้อนมากเหงื่อออกง่าย หรือป้องกันแสงแดดเมื่อเล่นกีฬา ควรเลือกชนิดทนต่อเหงื่อ (Sweat resistance)
  5. ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ครีมกันแดด โดยทาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดนั้น ๆ ในปริมาณเล็กน้อยที่บริเวณท้องแขน แล้วทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติใด ๆ แสดงว่าใช้ได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ครีมกันแดดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด แต่ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาแดดจัด ๆ โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00 – 16.00 น. และควรทาครีมกันแดดอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้เนื้อครีมเคลือบติดที่ผิวได้ดี สำหรับผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ แนะนำให้ทาซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมงเพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการปกป้องผิวจากแสงแดด
นวพร เอี่ยมธีระกุล
Email : yanincosmetic@hotmail.com

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

SPF มีผลต่อการป้องกันแสงแดด



ในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยเรา การใช้ครีมกันแดดเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะเด็ก ๆ ไม่ควรปล่อยให้โดนแสงแดดโดยตรง เพราะมีข้อมูลว่า การได้รับแสงแดดมากเกินไปตั้งแต่เด็ก ๆ อาจก่อให้เกิดมะเร็งที่ผิวหนังได้ จึงควรเริ่มใช้ครีมกันแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อย ปฏิบัติให้เป็นประจำและสม่ำเสมอ สำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (ครีมกันแดด) ต้องพิถีพิถันพอสมควร เนื่องจาก ขณะใช้จะต้องทาครีมกันแดดในปริมาณมาก ครีมกันแดดจะสัมผัสผิวกายในบริเวณกว้างเป็นเวลานาน และบริเวณที่ทายังมีโอกาสโดนแสงแดดอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่าเครื่องสำอางประเภทอื่น ๆ ดังนั้น ก่อนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ใดเป็นครั้งแรก ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ ด้วยการทาผลิตภัณฑ์ปริมาณเล็กน้อยบริเวณใต้ท้องแขน ทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น แสดงว่า ใช้ได้

Sun Protection Factor (SPF) เป็นตัวบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด ทำให้รู้ว่า เมื่อใช้เครื่องสำอางตัวนั้นแล้ว ผิวหนังของเราจะถูกแสงแดดได้นานแค่ไหน ผิวถึงจะไม่ไหม้ ยกตัวอย่างเช่น โดยปกติคนเราโดนแสงแดดได้นาน 10 นาที ถึงจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน หรืออาการผิวหนังไหม้ แต่เมื่อทาเครื่องสำอางที่ผสมสารป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF 15 บนผิวหนัง ก็จะสามารถถูกแสงแดดได้นานถึง 15 เท่า ก็คือ 150 นาที โดยที่ผิวไม่ไหม้

ถึงแม้ว่า ค่า SPF สูงแค่ไหนก็ไม่สามารถป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยเหี่ยวย่นและมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้น นอกจาก จะต้องดูค่า SPF แล้ว จะต้องดูว่า ป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) ได้ด้วย จึงจะเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดได้มากขึ้น ซึ่งดูได้จากฉลากที่ระบุข้อความไว้ เช่น ป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) ได้ หรือถ้าหากไม่ระบุข้อความดังกล่าวให้ดูที่ส่วนประกอบที่มีส่วนผสมของสารที่สามารถดูดซับรังสียูวีเอ (UVA) ได้ เช่น เอโวเบนโซน ออกซิเบนโซน โซนเมนทิลแอนทรานิเลต เป็นต้น หรือจะใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารที่สามารถสะท้อนรังสีได้ทั้งยูวีเอ (UVA) และยูวีบี (UVB) เช่น ติตาเนียม ไดออกไซต์ และซิงก์ออกไซต์ ก็ได้




สำหรับการใช้ SPF ให้มีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น มีเหงื่อออก ระหว่างทำกิจกรรมกลางแจ้ง ว่ายน้ำ หรือทำกิจกรรมใดก็แล้วแต่ที่ทำให้เครื่องสำอางถูกชะล้างออกจากผิวหนัง ควรทาเครื่องสำอางซ้ำบ่อย ๆ ทุก 2 ชั่วโมง เพราะประสิทธิภาพของสภาพพื้นที่ ปริมาณแสงแดด ถ้าอยู่ในแสงแดดจ้าเป็นเวลานาน ๆ เครื่องสำอางที่มีค่า SPF ยิ่งมากยิ่งทำให้ระยะเวลาที่ผิวสามารถทนต่อแสงแดดนานขึ้นตามลำดับ

อนึ่ง ปัญหาจากการใช้เครื่องสำอางกลุ่มนี้ คือ ผู้ใช้ใช้ไม่ถูกวิธี เช่น ใช้น้อยเกินไป ในกรณีที่เหงื่อออกมาก หรือว่ายน้ำ ไม่มีการทาซ้ำ จึงไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี SPF สูงเกินความจำเป็น เช่น อยู่ในสำนักงานทั้งวัน แต่ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ซึ่งมี SPF ยิ่งสูงยิ่งมีราคาแพงจึงไม่คุ้มค่ากับราคาของผลิตภัณฑ์ที่สูญเสียไป

อย่างไรก็ตาม การใช้ครีมกันแดดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่แสงแดดจ้า คือ ช่วงเวลา 10.00 – 16.00 น. หากจำเป็นก็ควรอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด หรืออยู่ในร่มเงา เมื่ออยู่กลางแจ้งควรสวมหมวกปีกกว้าง สวมเสื้อผ้าที่ปกคลุมร่างกายมิดชิด รวมทั้งสวมแว่นกันแดด ด้วยเพราะขณะนี้ พบว่า รังสี UV เป็นสาเหตุหนึ่งของต้อกระจกได้


ครีมกันแดดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับปริมาณแสงแดด และสภาพผิวหนัง ดังนั้น ก่อนเลือกใช้ควรอ่านฉลากให้ละเอียด และทดสอบการแพ้ก่อนใช้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย เหมาะสม และคุ้มค่าจากการใช้ผลิตภัณฑ์

รายละเอียดเพิ่มเติม : ครีมกันแดด SPF60/PA+++

รายละเอียดเพิ่มเติม : ครีมกันแดด SPF50/PA++




สอบถามเพิ่มเติม 0816518088
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สารสกัดจากว่านหางจระเข้



ปัจจุบันโลกกำลังผจญกับสภาวะโลกร้อน ทำให้เราควรเผชิญกับแสงแดดมากขึ้น ซึ่งแสงแดดนี้ทั้งเป็นต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ มากมาย ดังเช่น เป็นตัวการของการไหม้บนผิวหนัง การเกิดริ้วรอยก่อนวัย ตลอดจนเป็นต้นเหตุของมะเร็งผิวหนัง เพราะว่าตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวมา คือ รังสี ultraviolet (UV) ที่มากับแสงแดดนั่นเอง รังสี UV แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ UVA , UVB และ UVC แต่ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ผิวหนังก็คือ รังสี UVA และ UVB เราจึงจำต้องมีการป้องกันผิวจากรังสีดังกล่าว

เพราะว่าทางเลือกที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้ คือ ครีมกันแดดซึ่งมีส่วนผสมหลัก คือ สารกันแดด ซึ่งสารกันแดดแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ตามกลไกการทำงานดังนี้
  1. สารกันแดดแบบกายภาพ (Physical blockers) ทำหน้าที่สะท้อนหรือหักเหรังสี UV ได้แก่ titanium dioxide (TiO2) และ zinc oxide (ZnO)
  2. สารกันแดดแบบเคมี (Chemical absorbers) ทำหน้าที่ดูดซับรังสี UV ให้มีความเข้มน้อยลงเมื่อผ่านลงสู่ผิวหนัง ได้แก่ benzophenhone-3 (Oxybenzone), butylmethoxydlbenzoylmethane (Avobenzone)
  3. Hybrid (Organic particulates) สารกลุ่มนี้ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นสารกันแดดที่ทำหน้าที่สะท้อนและดูดซับรังสี UV ได้ทั้งสองอย่างในตัวเอง ได้แก่ Bis-BenzotriazolylTetramethylbutylphenol หรือ Tinosorb® M


ปัจจุบันพบว่า แนวโน้มของการใช้สารเคมีลดลง เพราะว่าคนส่วนใหญ่หันไปให้ความสนใจกับสารธรรมชาติมากขึ้น จึงมีการคิดค้นสารกันแดดจากธรรมชาติ เพราะส่วนมากมักได้จากพืช อาทิเช่น น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว สารสกัดจากชะเอมเทศ สารสกัดจากอบเชย สารสกัดจากทับทิม สารสกัดจากขมิ้น สารสกัดต้นหม่อน และสารสกัดจากว่านหางจระเข้ จากการศึกษา พบว่า สารสกัดเหล่านี้ นอกจากนี้จะช่วยป้องกันรังสี UV ได้แล้ว ยังมีสรรพคุณอื่น ๆ อีก ประหนึ่ง antioxidant (สารต้านอนุมูลอิสระ), anti-aging (การชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ) และ anti-inflammation (ต้านการอักเสบ)

Aloe vera สารสกัดว่านหางจระเข้ จากการศึกษาวิจัย พบว่า ส่วน aloe gel โดยสารที่พบได้ใน aloe gel เป็นสารจำพวก polysaccharides (สารพอลิแซ็กคาไรด์) , glycoproteins (สารไกลโคโปรตีน) , anthraquinone (สารแอนทราควิโนน) และยังมีเอนไซม์บางประเภทที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ

จากการศึกษาทางคลินิกพบว่า aloe gel มีศักยภาพในการช่วยรักษาอาการไหม้ เหตุเพราะ ความร้อนและรังสี เพราะว่าการทดสอบในหนูทดลอง พบว่า aloe gel สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด และลดการเกิดกระบวนการอักเสบได้ เพราะว่าจะทำให้กลไกการเกิดการอักเสบช้าลง และเพิ่มระยะเวลาในการปรับสภาพเซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าหลังจากโดนรังสี และความร้อนเผาไหม้ สำหรับผลในการป้องกันการทำลายเซลล์ผิวจากรังสี พบว่า aloe gel สามารถป้องกันเซลล์ผิวหนังจากการทำลายจากรังสีแกมม่า รังสี x-ray และรังสี UVB ในหนูทดลอง โดย aloe gel สามารถลดการเกิดกระบวนการดูดซับรังสี UVB ของเซลล์ในระบบภูมิต้านทานที่ผิวหนังในผิวหนังชั้นหนังกำพร้าได้ จึงส่งผลทำให้เกิดการหลั่งภูมิคุ้มกัน และทำให้อาการแพ้ลดลง นอกจากนี้ aloe gel ยังสามารถจำกัดอนุมูลอิสระ (Scavenge free radicals) ได้อีกด้วย

จากการศึกษา ยังพบว่า ความเข้มข้นของ aloe gel ในสูตรต้นตำรับที่เหมาะสมในการรักษาแผลไหม้ เนื่องจาก ถูกความร้อนและรังสีนั้น ควรมีความเข้มข้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของตำรับ และยังพบว่า aloe vera ยังสามารถช่วยป้องกันการเกิดการไหม้ เพราะว่าแสงแดดได้ เพราะว่าสามารถช่วยดูดซับรังสีในช่วงความยาวคลื่น 290-320 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงความยาวคลื่นที่มีผลต่อกระบวนการ melanogenesis หรือกระบวนการสร้างเม็ดสีที่ส่งผลทำให้สีผิวคล้ำขึ้นได้


จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า สารสกัดจากว่านหางจระเข้คือสารจากธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้เป็นสารกันแดดในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้ ช่วยป้องกันรังสี UV จากแสงแดด เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดอาการระคายเคือง ช่วยป้องกันการเกิดการไหม้จากแสงแดด

นวพร เอี่ยมธีระกุล 
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088 

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

จนกระทั่ง กระ ฝ้า ทำหน้าหมอง


จนกระทั่งกระ ฝ้า ทำหน้าหมอง

ผิวหน้าเนียนใสปราศจากรอยด่างดำ สาว ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ แต่กระนั้นจะทำอย่างไรล่ะ ถ้าหากบนใบหน้าของคุณมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างกระ พร้อมกับฝ้า ซึ่งทำให้สาว ๆ ผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้นเกิดความกังวลใจ ร่วมกับค่านิยมในสังคมที่ชอบลักษณะใบหน้าขาวใส ไร้จุดด่างดำ

กระพร้อมทั้งฝ้านั้น เกิดจากการความผิดปกติของเซลล์สร้างที่เม็ดสี ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตเม็ดสี (melanin) และส่งเม็ดสีขึ้นมาบนผิวหนังด้านบนเป็นจำนวนมาก แล้วจึงทำให้ความเข้มของสีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือการเกิดผื่นสีน้ำตาลขึ้นบนใบหน้านั่นเอง เพราะที่กระนั้นจะมีขนาดเล็กพร้อมกับขึ้นกระจายทั่วใบหน้า และบริเวณที่โดนแสงแดดเป็นประจำ ทั้งนี้ก็คงจะเกิดจากพันธุกรรมร่วมด้วย ในบางคนก็เริ่มมีกระขึ้นประปรายตั้งแต่เด็ก และกระจะเพิ่มปริมาณพร้อมทั้งมีสีเข้มขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ด้านฝ้าจะเพ่งเป็นรอยสีคล้ำบริเวณใบหน้า เพราะว่าเฉพาะบริเวณที่โดนแสงแดด ได้แก่ โหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง หน้าผาก จมูก เหนือริมฝีปาก มักจะเกิดในเพศหญิงยิ่งกว่าเพศชาย พบมากในผู้หญิงวัยกลางคน อายุ 30-40 ปี การเกิดฝ้ามีหลายอย่าง เช่น การสัมผัสกับแสงแดด การใช้ฮอร์โมน ยารับประทานบางชนิด เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน พันธุกรรมและเชื้อชาติ และการขาดสารอาหารเป็นต้น

เพราะในการที่จะรักษากระและฝ้าให้หายขาดนั้น เป็นเรื่องที่ยากมากทีเดียว ดังนี้เพราะเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มากระตุ้นให้เกิดกระหรือฝ้าได้อย่างจริงจัง เช่นว่า หลีกเลี่ยงแสงแดด


ดังนั้น จำต้องทาครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จะสามารถช่วยลดปัญหาตรงนี้ลงไปได้มากทีเดียว พร้อมด้วยรักษาโดยใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารลดเม็ดสี (Depigmentation agent) เพื่อใช้ในการปรับสีผิวให้ผิวขาวขึ้น ตัวอย่างเช่น Lactic acid เป็นต้น สารเหล่านี้จะไปยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการเกิดเม็ดสี จึงสามารถลดการเกิดเม็ดสีได้ ส่วนการรักษาด้วยยานั้นก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์นะค่ะ หวังว่า สาว ๆ ทุกคนจะมีผิวขาวใสใสกันทั่วหน้านะคะ


วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อายุ + ริ้วรอย เครื่องเตือนใจที่ไม่พึงปรารถนา


อายุ + ริ้วรอย เครื่องเตือนใจที่ไม่พึงปรารถนา

“ต้องสวย ต้องขาว ต้องใส” คาถาที่สาว ๆ ท่องกันขึ้นใจทั่วบ้านทั่วเมือง แต่เราทุกคนก็ต้องยอมรับกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินะว่า ความสวย ความงาม เป็นสิ่งไม่คงทนถาวร


สาว ๆ เชื่อไหมค่ะ!!! ว่าเมื่อผู้หญิงเราอายุได้ 20 ปี ผิวหนังที่เคยเต่งตึงมีน้ำมีนวล ก็เริ่มมีจุดด่างดำ ถุงใต้ตา มีริ้วรอยบาง ๆ ใต้ตา และผิวหนังส่วนต่าง ๆ เริ่มเกิดความหย่อนคล้อยกันแล้วนะค่ะ คอยฟ้องอายุของเจ้าของใบหน้าอยู่เนือง ๆ นั่นก็เพราะเซลล์ของผิวหนังเกิดความชรา ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ จึงเกิดฝ้า กระ ผิวหนังที่เคยตึงกระชับก็เริ่มเหี่ยวย่น หรือหย่อนคล้อย...นี่แค่คิด...ก็ลมจับแล้วล่ะ...

โดยส่วนใหญ่แล้ว การเกิดริ้วรอยของผิวนั้น จะเกิดได้จากปัจจัย 2 อย่าง คือ ปัจจัยภายในร่างกาย ได้แก่ ความเสื่อมของเซลล์ตามธรรมชาติ และปัจจัยภายนอก ได้แก่ การที่ผิวถูกทำลายโดยแสงแดด มลพิษ ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การสะสมของอนุมูลอิสระ ซึ่งอนุมูลอิสระจะทำลายทั้งเซลล์ เนื้อเยื่อ และดีเอ็นเอ หากร่างกายมีเมตาบอลิซึ่มสูงจะสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมามาก ทำให้ผิวหนังและร่างกายเกิดริ้วรอย และความร่วงโรยได้เร็วขึ้น

ญานิน-อายุ-ริ้วรอย-เตือนใจที่ไม่พึงปรารถนา

ดังนั้น สาว ๆ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่เหมาะสม และไม่ตากแดดในช่วง 10.00-15.00 น. พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ อย่าลืมทำจิตใจให้แจ่มใสเพื่อสุขภาพผิวที่ดีจากภายใน ก็จะช่วยยับยั้งริ้วรอยที่เกิดก่อนวัยได้ค่ะ

เท่านี้ ริ้วรอยที่เคยกังวล ก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ


ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ครีมกันแดดเพื่อนข้างกายที่แสนดี



วันนี้ คุณทาครีมกันแดดรึยังค่ะ???


การทาครีมกันแดดนั้น จำเป็นมากสำหรับประเทศที่มีอากาศร้อน และแสงแดดจัดอย่างประเทศไทย เพราะการทาครีมกันแดดจะช่วยปกป้องผิวของคุณจากรังสีอัลตราไวโอเลต หรือที่เราเรียกว่า UV

คุณกำลังสงสัยกันอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะ ว่า UV นั้น มีอันตรายต่อร่างกายขนาดไหน?
*อย่างที่ทราบกันว่า รังสี UV ที่มีบนผิวโลกแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ รังสี UVA และรังสี UVB โดยรังสี UVA จะทำให้ผิวคล้ำ เป็นฝ้า กระ เหี่ยวย่น ร้ายกาจจริง ๆ ค่ะ


ญานิน-ครีมกันแดด-รังสี-UVA-UVB

*และในส่วนของรังสี
UVB ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากโดนรังสีชนิดนี้จำนวนมาก อาจทำให้ผิวแดงไหม้ พองมีอาการปวดแสบปวดร้อน ผิวคล้ำ ทั้งยังทำให้ผิวเหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย ถ้าถูก UVB จำนวนมากเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งผิวหนังได้

ดัง นั้น เราจึงควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดในช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมาก ๆ ควรสวมเสื้อแขนยาว สวมหมวก หรือกางร่ม และถ้าจะให้มั่นใจได้เต็มร้อย ควรใช้ครีมกันแดดที่สามารถป้องกันทั้งรังสี UVA และรังสี UVB ควบคู่กันไป และควรมีค่า SPF หรือ Sun Protection Factor ประมาณ 15-30 หากคุณเป็นที่ชอบไปเที่ยวทะเล หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง เป็นชีวิตจิตใจแล้ว อย่าลืมเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงขึ้นด้วยนะค่ะ

Yanin-Sunscreen-UVA-UVB

สำหรับวิธีการใช้ครีมกันแดดนั้น
ก็สุดแสนจะง่ายดาย เพียงทาครีมกันแดดครึ่งชั่วโมงก่อนออกจากบ้าน ในกรณีที่ว่ายน้ำหรือเล่นกีฬาที่มีเหงื่อมาก ควรทาครีมกันแดดซ้ำและเลือกใช้ครีมกันแดดที่กันน้ำได้ เพียงคุณสังเกตง่าย ๆ ค่ะ ที่ฉลากจะมีคำว่า Water-resistant ติดเอาไว้


ถ้าทำได้ตามนี้ รับรองว่า
จะช่วยให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงพิษภัยที่เกิดจากแสงแดดได้ค่ะ


ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
Website : http://yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่อง ผิว ผิว เรื่องใกล้ตัวที่น่ารู้



“ผิว” ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวนะคะ แต่ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจมีปัญหาภายหลังได้ การรู้ว่า ตัวเองมีผิวประเภทใดจะช่วยให้เราสามารถทำความสะอาด และดูแลผิวได้ตรงจุดว่า แต่คุณรู้รึเปล่าคะว่า คุณมีผิวประเภทใด โดยสามารถแบ่งผิวได้เป็น 4 ประเภท คือ ผิวธรรมดา ผิวผสม ผิวมัน และผิวแห้ง ซึ่งใครที่มีผิวธรรมดาก็นับว่า โชคดีที่สุด เพราะไม่ต้องกังวลว่า ผิวจะแห้งเกินไป หรือมันเกินไป เรื่องสิวกับริ้วรอยก็ยิ่งหมดห่วง ส่วนวิธีการดูแลผิวประเภทนี้ก็แสนจะง่ายดาย เพียงล้างหน้าให้สะอาด ใช้ผลิตภัณฑ์ปรับสภาพผิว และหมั่นเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว แล้วก็ควรดูแลผิวเพิ่มเติมเมื่อต้องไปเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัดหนาวจัด เพื่อให้ผิวคงสภาพที่ดีไว้เสมอค่ะ

สำหรับผิวมันนั้น เราสังเกตไม่ยากเลยค่ะ เพราะหลังล้างหน้าไม่นาน หน้าก็จะเริ่มมันจนต้องใช้กระดาษซับมันหลายแผ่นต่อวัน นั่นก็เพราะผิวชนิดนี้เกิดจากการที่ต่อมไขมันทำงานมากเกินปกติ รวมทั้งมีรูขุมขนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณที-โซน จะมีความมันมากเป็นพิเศษ ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวนั่น เอง ใครที่กังวลว่า จะดูแลผิวหน้าประเภทนี้อย่างไรดี จะใช้ผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อไหนแล้วต้องมีส่วนผสมอะไรบ้าง เกณฑ์ในการเลือกง่าย ๆ ก็คือ ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวมันไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ เพราะจะทำให้ผิวมันยิ่งขึ้น และควรใช้ครีมกันแดดที่มีเนื้อเบา รับรองหน้าใสชนะเลิศแน่นอน



สำหรับผิวแห้งนั้น จะตรงกันข้ามกับผิวมัน คือ ผิวจะมีรูขุมขนที่ละเอียด แต่ผิวแห้งกร้าน บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นผิวเป็นขุย มักเกิดปัญหาริ้วรอยได้ง่าย เนื่องจาก ผิวขาดน้ำมันมาหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ ทั้งยังไม่สามารถเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ได้ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวและป้องกันริ้วรอย จะช่วยลดปัญหานี้ลงไปได้มากทีเดียวค่ะ และสำหรับคนที่มีผิวแห้ง หรือผิวธรรมดาบริเวณแก้ม และมีผิวมันบริเวณหน้าผากจมูก และคาง หรือที่เรียกว่า ที-โซนนั้น ก็อาจจะเรียกได้ว่า คุณเข้าข่ายเป็นสาวผิวผสม การดูแลผิวประเภทนี้ต้องละเอียดอ่อนสักหน่อย การรู้จักชนิดของผิว จะช่วยในการเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสมได้

นวพร เอี่ยมธีระกุล
Website : http://yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การดูแลรักษาฝ้า



“กระ” หรือ “ฝ้า” คือ รอยดำในชั้นผิวหนัง ซึ่งเกิดจากเซลล์ที่สร้างเม็ดสี ทำงานมากผิดปกติ ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม ฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง อาจทำให้เกิดฝ้า กระได้ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด ที่อาจพบว่า มีฝ้าและกระได้ และความเครียด อีกทั้งการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และที่สำคัญ คือ แสงอุลตร้าไวโอเลต(Ultraviolet) ในแสงแดด ส่วนรอยดำบนผิวหนังซึ่งอาจเกิดจาก รอยสิว การอักเสบหรือการระคายเคืองบนใบหน้า


สำหรับการรักษาฝ้า ฟังดูแล้วมีหลักการที่ไม่ยาก คือ พยายามหาสาเหตุและป้องกันอย่าให้ฝ้าใหม่เกิดขึ้น ร่วมกับการทาครีมกันแดด แต่จริง ๆ แล้ว เวลาปฏิบัติไม่ง่ายเลย เผลอแป๊ปเดียวฝ้าก็กลับเป็นขึ้นมาอีก เมื่อไปถูกสิ่งกระตุ้น เช่น แสงแดด ยาคุมกำเนิด เป็นต้น ซึ่งการดูแลรักษาฝ้านั้น ในอันดับแรกควรหลีกเลี่ยงในช่วงเวลาที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมาก ๆ ควรใส่เสื้อแขนยาว เสื้อคอปิด ใส่หมวกปีกกว้างหรือกางร่ม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฝ้า นอกจากนั้น ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่สำคัญที่ควรตระหนัก คือ พื้นคอนกรีต พื้นทราย พื้นน้ำ สามารถสะท้อนรังสี UV เข้าสู่ผิวกายได้ แม้อยู่ใต้ชายคาบ้าน คุณก็ยังมีโอกาสได้รับแสง UV หรือแม้ในวันที่มีเมฆคลึ้มหนาก็ยังคงต้องทาครีมกันแดด เพราะเมฆคลึ้มไม่สามารถป้องกันรังสี UV ได้

ควรเลือกให้เหมาะสมกับผิวและงานหรืองานอดิเรกที่จะทำในชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าเล่นกีฬากลางแจ้ง ต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่สูงขึ้น หรือถ้าว่ายน้ำควรเลือกครีมกันแดดที่กันน้ำได้ ซึ่งจะมีข้อความเขียนระบุไว้ว่า “Water proof” ปกติแล้วการทาครีมกันแดด ควรทาก่อนตากแดดประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าตากแดดนานมากควรต้องทายากันแดดซ้ำอีก

ในปัจจุบัน พบว่า ครีมกันแดดที่มีวางขายประกอบด้วยสารกันแดด 2 ชนิด คือ
  1. สารกันแดดที่ดูดซึมรังสี UV (Chemical Sunscreen) จะแบ่งเป็นสารดูดซึมเฉพาะ UVB หรือสารที่ดูดซึมได้เฉพาะ UVA และสารที่ดูดซึมได้ทั้ง UVBและ UVA ซึ่งจะทำให้แสงไม่ผ่านเข้าไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี ผิวหน้าจะขาวขึ้นหลังใช้ผลิตภัณฑ์ประมาณ 3-4 สัปดาห์ สารกันแดดในกลุ่มนี้ทาแล้วไม่มีสี หน้าจึงไม่ขาวโพลนแต่บางคนอาจจะเกิดอาการแพ้และระคายเคืองต่อผิวหนังได้
  2. สารกันแดดที่สะท้อนและกระจายแสง (Physical Sunscreen) ซึ่งสามารถสะท้อนได้ทั้ง UVB และ UVA สารเหล่านี้จะไม่เกิดอาการแพ้ แต่ทาแล้วจะทำให้หน้าขาวโพลนดูไม่เป็นธรรมชาติ ข้างหลอดของสารกันแดดทั้งสองชนิดจะระบุความสามารถในการป้องกันการไหม้แดดที่เรียกว่า SPF โดยจะกำหนดเป็นตัวเลข ซึ่งความสามารถในการป้องกันแสงแดดในที่นี้คือ หากคน ๆ หนึ่งตากแดด 30 นาที และผิวแดงแสบ ถ้าทาครีมกันแดดที่มี SPF15 หมายความว่า คน ๆ นั้น จะสามารถตากแดดได้นานเป็น 15 เท่าหรือประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแดงไหม้ที่ผิว

หลักในการทาครีมกันแดด มีดังนี้
  1. เลือกใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง คือ ป้องกันได้ทั้งแสงอุลตร้าไวโอเลต ชนิดและ B (UVA และ UVB) โดยครีมกันแดดที่ดีควรมีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป และถ้าต้องอยู่กลางแจ้งนาน เช่น มีกิจกรรมกลางแดด หรือต้องสัมผัสแดดตลอดเวลา ควรเลือกใช้ค่า SPF 60 ขึ้นไป
  1. ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อยวันละ 2 รอบ คือ เช้า และบ่าย เนื่องจากครีมกันแดดที่ใช้โดยทั่วไป มักอยู่ปกป้องผิวหน้าได้เพียง 4-5 ชั่วโมง ต่อการทา 1 ครั้ง ดังนั้น การทาครีมกันแดดตอนเช้าเพียงครั้งเดียว ไม่สามารถป้องกันแดดได้ตลอดวัน ซึ่งในช่วงบ่ายถ้าเป็นไปได้ ควรทาครีมกันแดดอีกรอบหลังล้างหน้า ซึ่งจะเห็นได้ว่า แสงอุลตร้าไวโอเลตมักจะแรงในช่วงตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น
  1. ถึงแม้ว่า จะทาครีมกันแดดแล้ว เวลาออกแดดควรใช้ร่ม หรือหมวกร่วมด้วยเสมอ เป็นการป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเลต 2 ชั้น และความร้อนอาจทำให้ครีมกันแดดละลาย เปิดช่องว่างของใบหน้าต่อแสงแดดได้

ข้อพึงระวัง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด หรือเครื่องสำอางบางชนิดที่มีฮอร์โมนผสมอยู่ ซึ่งจะเป็นสาเหตุในการเกิดฝ้า การรักษาฝ้าในปัจจุบันวางขายมากมายในท้องตลาด ดังนั้น ควรศึกษาส่วนประกอบและคุณภาพของครีมดังกล่าวให้ดีพอก่อนการตัดสินใจ เนื่องจาก ครีมบางชนิดไม่เกิดผลข้างเคียงในระยะแรก แต่อาจทำให้เกิดผิวบางแดง มองเห็นเส้นเลือดฝอย กลายเป็นฝ้าเส้นเลือด ซึ่งรักษาให้หายยากมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคบางรายกลับมีหน้าดำมากขึ้นกว่าเดิมจากการแพ้หรือจากการใช้ยาฝ้าเป็นเวลานาน ดังนั้น ควรไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ผิวหนังโดยตรงเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าว

นอกจาก การใช้ครีมกันแดดแล้ว อาจต้องใช้ครีม ยาที่ทำให้สีของฝ้าจางลงเช่น ไฮโดรควิโนน สตรีรอยด์ และกรดวิตามินเอ สารทั้งหมดดังกล่าวอาจหยุดยั้งการทำงานของเซลล์ เมลาโนไซต์ โดยที่เมลาโนไซต์ยังไม่ตาย ซึ่งการรักษาต้องทาครีม ยาทุกวันสีผิวเรียบเสมอกัน หลังจากนั้น จึงค่อย ๆ หยุดยา ถ้าหยุดครีม ยากะทันหัน ฝ้าอาจดำคล้ำขึ้นมาได้ และควรจะต้องใช้ครีมกันแดดร่วมแต่ต้องจำไว้เสมอว่า ยังไงก็ต้องหลบแดดอยู่นะค่ะ เพราะว่าแดดเมืองไทยร้อนจัดมาก

ยารักษาฝ้าที่ทางการแพทย์นิยมใช้ คือ
  1. ไฮโดรควิโนน เป็นยาในรูปแบบครีม มีความเข้มข้นร้อยละ 2 ถึง 4 ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน แต่การใช้ยาในความเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน อาจเกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งได้แก่ การแพ้ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่ใบหน้า หรือผิวหนังถาวร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จึงประกาศห้ามใช้สารนี้เป็นเครื่องสำอาง แต่ใช้ในความดูแลของแพทย์
  2. กรดวิตามินเอ ออกฤทธิ์รบกวนการส่งกระจายเม็ดสีเมลานิน และทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดลอกออกเร็วขึ้น ใช้รักษาฝ้าได้ผลดี แต่การใช้ยาตัวนี้เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง ระคายเคือง และไวต่อแสงแดดได้
  3. ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีของเซลล์สร้างสีทำให้ฝ้าจางได้เช่นกัน แต่การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง มีสิวขึ้นได้

สำหรับ “กระ” เรามักสบสนกับ “ฝ้า” เสมอมา “กระ” นั้นจะมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มเล็ก ๆ เห็นขอบชัดเจนบางครั้งอาจสับสนกับ “ขี้แมลงวัน” ซึ่งเกิดบริเวณใบหน้า ซึ่ง “ขี้แมลงวัน” จะมีลักษณะดำเข้ม กลม ขอบเขตชัดเจน และอาจนูนเล็กน้อย จากบริเวณผิว “ขี้แมลงวัน” จะไม่เข้มขึ้นเมื่อถูกแดดแต่“กระ” จะเข้มขึ้น และเพิ่มจำนวนขึ้นเมื่อถูกแดด “กระ” มักจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และมักพบในคนผิวขาวมากกว่าคนผิวคล้ำ “กระ” ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า โดยไม่มีอันตราย
 ญานิน-ฝ้า-กระ
ปานโฮริ (Nevus of Hori)
กระลึกโฮริ (ปานโฮริ) มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทา ๆ เห็นเป็นเงาลึก ๆ ขอบเขตไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่อยู่บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง ซึ่งกระโฮริ (ปานโฮริ) เป็นกระที่พบมากในผิวคนเอเชียร้อยละ 20-30 แต่ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่า ตัวเองเป็นปานโฮริ มักจะคิดว่า ตัวเองเป็น “ฝ้า” ซะมากกว่า กระชนิดนี้ไม่ตอบสนองต่อครีม หรือเซรั่มทาฝ้าใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจาก เกิดขึ้นในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) สามารถรักษาด้วย Q-switched Nd-YAG laser การวินิจฉัยแยกระหว่างฝ้าและปานโฮริ ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยในวินิจฉัยเท่านั้น

โดยหลักการแล้ว การที่จะทำให้ฝ้า กระ หรือรอยดำ จางลงนั้น มี 2 วิธี คือ
  1. ใช้ครีม ยาทาเพื่อให้ฝ้า กระ หรือรอยดำจางลง วิธีนี้ใช้เวลานานเป็นเดือน ๆ แล้วแต่การตอบสนองของผิวหนังแต่ละคน ซึ่งจะมีการตอบสนองที่แตกต่างกันไป บางรายก็จะดีขึ้นเร็ว บางรายอาจจะค่อย ๆ ดีขึ้น
  1. การทำทรีทเม้นต์ ได้แก่ AHA ทรีทเม้นต์ lontophoresis, การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ การกรอขัดผิว (Microdermabrasion), Mesotherapy ซึ่งถ้าทำทรีทเม้นต์ร่วมกับการใช้ครีม ยาจะทำให้รอยดำ ฝ้า กระ จางลงเร็วขึ้น ทำให้หน้าขาวใสมากขึ้น

อนึ่ง ถ้าพยายามป้องกันสาเหตุดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ทำให้ฝ้า กระ หรือรอยดำเข้มขึ้น เช่น ใช้ยาฉีดหรือวิธีอื่นในการคุมกำเนิด หรือโดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานยาในการคุมกำเนิด เลือกใช้ยาคุมกำเนิดที่มีผลต่อฝ้า กระน้อยที่สุด และควรหลีกเลี่ยงความเครียด และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และควรทาครีมกันแดดให้ถูกต้อง

โดยสรุปแล้ว ในการรักษาฝ้าที่ถูกต้อง คือ ต้องทาครีม ยาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่องจนกว่าฝ้าจะจางลง โดยให้ทาในส่วนที่เป็นฝ้าก่อนนอนทุกคืน เมื่อรอยฝ้าจางหายไปแล้วให้ทาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าเกิดขึ้นได้อีก นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาการรักษาฝ้า โดยการใช้สารเคมีอื่นๆ  เช่น กรดโคจิก กรดอะเซลิอิก เป็นต้น

นวพร เอี่ยมธีระกุล
Yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต