แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผิวขาวใส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผิวขาวใส แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

ผู้หญิงยุคใหม่ต้อง “ผิวขาวสวย”


ผู้หญิงยุคใหม่ต้อง “ผิวขาวสวย”

กระแสสังคมสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ คือ การมี “ผิวขาว” ซึ่งถือได้ว่า เป็นใบเบิกทางไปสู่ความสำเร็จในชีวิต ผลที่ตามมาอย่างต่อเนื่องนั่น คือ “ความมั่นใจ” ในการแต่งตัวของผู้หญิงยุคใหม่ที่มีผิวขาวสวย เพื่ออวดโฉมผิวพรรณของตัวเอง

จากการวิจัยถึงสาเหตุหลักของการใช้เครื่องสำอางของผู้หญิงของอนุภพ สุวรรณนั้น พบว่า สาเหตุหลักของการใช้เครื่องสำอางนั้น เพราะเพื่อความสวยงามถึงร้อยละ ๖๘ และรองลงมาของการใช้เครื่องสำอาง เพราะเสริมสร้างบุคลิกภาพ และความมั่นใจถึงร้อยละ ๕๖ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ได้ถูกกลืนกินจนกลายเป็นค่านิยมที่มุ่งแต่เฉพาะความต้องการให้ “ผิวขาว” ที่สวยงามตามกระแสความเชื่อหลักของคนในสังคมเมืองยุคปัจจุบันนี้ไปเสียแล้ว

ด้วยความสวยงาม และการมีผิวขาวของผู้หญิงยุคใหม่นั้น กระแสสังคมยังได้ผูกโยงกับความสาวที่ไม่มีริ้วรอย เหี่ยวย่น ต้องสดใส เต็งตึงตลอดเวลา นักวิทยาศาสตร์ทางด้านความงาม จึงมองว่า รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าถือเป็นโรคร้ายชนิดหนึ่งที่ต้องปราบให้สิ้นซาก บริษัทเครื่องสำอางทั้งใน และต่างประเทศจึงทุ่มเทการวิเคราะห์ วิจัยในการผลิตครีมลดรอยเหี่ยวย่น เพื่อตอบสนองผู้หญิงทั่วทั้งโลกที่เกลียด และกลัวความแก่ ผู้หญิงจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงในประเทศไทยและต่างประเทศต่างหาซื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อลดริ้วรอยเหี่ยวย่น และทำให้ตัวเองมีผิวขาวสวย ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยอมเบียดเบียนตัวเอง ยอมอดแต่ขอให้ตัวเองได้สวยและดูดี การจัดการความงามเพื่อให้ความสวยคงทนนั้น จึงอยู่บนหลักการปฏิบัติตัวที่อยู่บนความมีวินัย และต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผล เคยทำแล้วจะต้องทำต่อไป เลิกได้ยาก ใช้ผลิตภัณฑ์ก็ต้องใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น การเลือกใช้ครีมบำรุงผิว ครีมลดริ้วรอย ครีมทำให้ผิวขาวใส

อย่างไรก็ดี ผู้หญิงยุคใหม่ยังถูกกระแสสังคม ทำให้เชื่อว่า การมีผิวขาวสวยเป็นสิ่งที่แสดงคุณค่า และตัวตนของผู้หญิงนั้น ทำให้เกิดการหมกมุ่นและเสียเวลาเงินทองกับการจัดการความงามที่ไม่มีสิ้นสุด แทนที่จะมองในเรื่องของคุณค่าและความสามารถของการทำงาน การยึดติดความสุขความพอใจไว้กับความความสวยงามของรูปลักษณ์ ทำให้ผู้หญิงร้องหา และไขว่คว้า เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขนั้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้หญิงเหล่านี้ ถูกควบคุม และตกอยู่ภายใต้สังคมบริโภคนิยมที่มีการปฏิบัติในการสร้างความงาม ซึ่งใช้ข้อมูลความรู้ที่ได้จากการวิจัยทดลองจากวิทยาศาสตร์การแพทย์ในการอ้างอิงให้เชื่อถือว่า เป็นความจริง สังคมบริโภคนิยมนำเสนอภาพความงามและการจัดการความงามให้ชวนน่าสัมผัส ทำให้ความเสี่ยง ความเจ็บปวด และอันตรายจากการจัดการความงามเป็นสิ่งที่ถูกผู้หญิงมองข้ามไป

นวพร เอี่ยมธีระกุล
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

จนกระทั่ง กระ ฝ้า ทำหน้าหมอง


จนกระทั่งกระ ฝ้า ทำหน้าหมอง

ผิวหน้าเนียนใสปราศจากรอยด่างดำ สาว ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ แต่กระนั้นจะทำอย่างไรล่ะ ถ้าหากบนใบหน้าของคุณมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างกระ พร้อมกับฝ้า ซึ่งทำให้สาว ๆ ผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้นเกิดความกังวลใจ ร่วมกับค่านิยมในสังคมที่ชอบลักษณะใบหน้าขาวใส ไร้จุดด่างดำ

กระพร้อมทั้งฝ้านั้น เกิดจากการความผิดปกติของเซลล์สร้างที่เม็ดสี ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตเม็ดสี (melanin) และส่งเม็ดสีขึ้นมาบนผิวหนังด้านบนเป็นจำนวนมาก แล้วจึงทำให้ความเข้มของสีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือการเกิดผื่นสีน้ำตาลขึ้นบนใบหน้านั่นเอง เพราะที่กระนั้นจะมีขนาดเล็กพร้อมกับขึ้นกระจายทั่วใบหน้า และบริเวณที่โดนแสงแดดเป็นประจำ ทั้งนี้ก็คงจะเกิดจากพันธุกรรมร่วมด้วย ในบางคนก็เริ่มมีกระขึ้นประปรายตั้งแต่เด็ก และกระจะเพิ่มปริมาณพร้อมทั้งมีสีเข้มขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ด้านฝ้าจะเพ่งเป็นรอยสีคล้ำบริเวณใบหน้า เพราะว่าเฉพาะบริเวณที่โดนแสงแดด ได้แก่ โหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง หน้าผาก จมูก เหนือริมฝีปาก มักจะเกิดในเพศหญิงยิ่งกว่าเพศชาย พบมากในผู้หญิงวัยกลางคน อายุ 30-40 ปี การเกิดฝ้ามีหลายอย่าง เช่น การสัมผัสกับแสงแดด การใช้ฮอร์โมน ยารับประทานบางชนิด เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน พันธุกรรมและเชื้อชาติ และการขาดสารอาหารเป็นต้น

เพราะในการที่จะรักษากระและฝ้าให้หายขาดนั้น เป็นเรื่องที่ยากมากทีเดียว ดังนี้เพราะเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มากระตุ้นให้เกิดกระหรือฝ้าได้อย่างจริงจัง เช่นว่า หลีกเลี่ยงแสงแดด


ดังนั้น จำต้องทาครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จะสามารถช่วยลดปัญหาตรงนี้ลงไปได้มากทีเดียว พร้อมด้วยรักษาโดยใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารลดเม็ดสี (Depigmentation agent) เพื่อใช้ในการปรับสีผิวให้ผิวขาวขึ้น ตัวอย่างเช่น Lactic acid เป็นต้น สารเหล่านี้จะไปยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการเกิดเม็ดสี จึงสามารถลดการเกิดเม็ดสีได้ ส่วนการรักษาด้วยยานั้นก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์นะค่ะ หวังว่า สาว ๆ ทุกคนจะมีผิวขาวใสใสกันทั่วหน้านะคะ


วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การดูแลรักษาฝ้า



“กระ” หรือ “ฝ้า” คือ รอยดำในชั้นผิวหนัง ซึ่งเกิดจากเซลล์ที่สร้างเม็ดสี ทำงานมากผิดปกติ ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม ฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง อาจทำให้เกิดฝ้า กระได้ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด ที่อาจพบว่า มีฝ้าและกระได้ และความเครียด อีกทั้งการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และที่สำคัญ คือ แสงอุลตร้าไวโอเลต(Ultraviolet) ในแสงแดด ส่วนรอยดำบนผิวหนังซึ่งอาจเกิดจาก รอยสิว การอักเสบหรือการระคายเคืองบนใบหน้า


สำหรับการรักษาฝ้า ฟังดูแล้วมีหลักการที่ไม่ยาก คือ พยายามหาสาเหตุและป้องกันอย่าให้ฝ้าใหม่เกิดขึ้น ร่วมกับการทาครีมกันแดด แต่จริง ๆ แล้ว เวลาปฏิบัติไม่ง่ายเลย เผลอแป๊ปเดียวฝ้าก็กลับเป็นขึ้นมาอีก เมื่อไปถูกสิ่งกระตุ้น เช่น แสงแดด ยาคุมกำเนิด เป็นต้น ซึ่งการดูแลรักษาฝ้านั้น ในอันดับแรกควรหลีกเลี่ยงในช่วงเวลาที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมาก ๆ ควรใส่เสื้อแขนยาว เสื้อคอปิด ใส่หมวกปีกกว้างหรือกางร่ม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฝ้า นอกจากนั้น ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่สำคัญที่ควรตระหนัก คือ พื้นคอนกรีต พื้นทราย พื้นน้ำ สามารถสะท้อนรังสี UV เข้าสู่ผิวกายได้ แม้อยู่ใต้ชายคาบ้าน คุณก็ยังมีโอกาสได้รับแสง UV หรือแม้ในวันที่มีเมฆคลึ้มหนาก็ยังคงต้องทาครีมกันแดด เพราะเมฆคลึ้มไม่สามารถป้องกันรังสี UV ได้

ควรเลือกให้เหมาะสมกับผิวและงานหรืองานอดิเรกที่จะทำในชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าเล่นกีฬากลางแจ้ง ต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่สูงขึ้น หรือถ้าว่ายน้ำควรเลือกครีมกันแดดที่กันน้ำได้ ซึ่งจะมีข้อความเขียนระบุไว้ว่า “Water proof” ปกติแล้วการทาครีมกันแดด ควรทาก่อนตากแดดประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าตากแดดนานมากควรต้องทายากันแดดซ้ำอีก

ในปัจจุบัน พบว่า ครีมกันแดดที่มีวางขายประกอบด้วยสารกันแดด 2 ชนิด คือ
  1. สารกันแดดที่ดูดซึมรังสี UV (Chemical Sunscreen) จะแบ่งเป็นสารดูดซึมเฉพาะ UVB หรือสารที่ดูดซึมได้เฉพาะ UVA และสารที่ดูดซึมได้ทั้ง UVBและ UVA ซึ่งจะทำให้แสงไม่ผ่านเข้าไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี ผิวหน้าจะขาวขึ้นหลังใช้ผลิตภัณฑ์ประมาณ 3-4 สัปดาห์ สารกันแดดในกลุ่มนี้ทาแล้วไม่มีสี หน้าจึงไม่ขาวโพลนแต่บางคนอาจจะเกิดอาการแพ้และระคายเคืองต่อผิวหนังได้
  2. สารกันแดดที่สะท้อนและกระจายแสง (Physical Sunscreen) ซึ่งสามารถสะท้อนได้ทั้ง UVB และ UVA สารเหล่านี้จะไม่เกิดอาการแพ้ แต่ทาแล้วจะทำให้หน้าขาวโพลนดูไม่เป็นธรรมชาติ ข้างหลอดของสารกันแดดทั้งสองชนิดจะระบุความสามารถในการป้องกันการไหม้แดดที่เรียกว่า SPF โดยจะกำหนดเป็นตัวเลข ซึ่งความสามารถในการป้องกันแสงแดดในที่นี้คือ หากคน ๆ หนึ่งตากแดด 30 นาที และผิวแดงแสบ ถ้าทาครีมกันแดดที่มี SPF15 หมายความว่า คน ๆ นั้น จะสามารถตากแดดได้นานเป็น 15 เท่าหรือประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแดงไหม้ที่ผิว

หลักในการทาครีมกันแดด มีดังนี้
  1. เลือกใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง คือ ป้องกันได้ทั้งแสงอุลตร้าไวโอเลต ชนิดและ B (UVA และ UVB) โดยครีมกันแดดที่ดีควรมีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป และถ้าต้องอยู่กลางแจ้งนาน เช่น มีกิจกรรมกลางแดด หรือต้องสัมผัสแดดตลอดเวลา ควรเลือกใช้ค่า SPF 60 ขึ้นไป
  1. ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อยวันละ 2 รอบ คือ เช้า และบ่าย เนื่องจากครีมกันแดดที่ใช้โดยทั่วไป มักอยู่ปกป้องผิวหน้าได้เพียง 4-5 ชั่วโมง ต่อการทา 1 ครั้ง ดังนั้น การทาครีมกันแดดตอนเช้าเพียงครั้งเดียว ไม่สามารถป้องกันแดดได้ตลอดวัน ซึ่งในช่วงบ่ายถ้าเป็นไปได้ ควรทาครีมกันแดดอีกรอบหลังล้างหน้า ซึ่งจะเห็นได้ว่า แสงอุลตร้าไวโอเลตมักจะแรงในช่วงตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น
  1. ถึงแม้ว่า จะทาครีมกันแดดแล้ว เวลาออกแดดควรใช้ร่ม หรือหมวกร่วมด้วยเสมอ เป็นการป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเลต 2 ชั้น และความร้อนอาจทำให้ครีมกันแดดละลาย เปิดช่องว่างของใบหน้าต่อแสงแดดได้

ข้อพึงระวัง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด หรือเครื่องสำอางบางชนิดที่มีฮอร์โมนผสมอยู่ ซึ่งจะเป็นสาเหตุในการเกิดฝ้า การรักษาฝ้าในปัจจุบันวางขายมากมายในท้องตลาด ดังนั้น ควรศึกษาส่วนประกอบและคุณภาพของครีมดังกล่าวให้ดีพอก่อนการตัดสินใจ เนื่องจาก ครีมบางชนิดไม่เกิดผลข้างเคียงในระยะแรก แต่อาจทำให้เกิดผิวบางแดง มองเห็นเส้นเลือดฝอย กลายเป็นฝ้าเส้นเลือด ซึ่งรักษาให้หายยากมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคบางรายกลับมีหน้าดำมากขึ้นกว่าเดิมจากการแพ้หรือจากการใช้ยาฝ้าเป็นเวลานาน ดังนั้น ควรไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ผิวหนังโดยตรงเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าว

นอกจาก การใช้ครีมกันแดดแล้ว อาจต้องใช้ครีม ยาที่ทำให้สีของฝ้าจางลงเช่น ไฮโดรควิโนน สตรีรอยด์ และกรดวิตามินเอ สารทั้งหมดดังกล่าวอาจหยุดยั้งการทำงานของเซลล์ เมลาโนไซต์ โดยที่เมลาโนไซต์ยังไม่ตาย ซึ่งการรักษาต้องทาครีม ยาทุกวันสีผิวเรียบเสมอกัน หลังจากนั้น จึงค่อย ๆ หยุดยา ถ้าหยุดครีม ยากะทันหัน ฝ้าอาจดำคล้ำขึ้นมาได้ และควรจะต้องใช้ครีมกันแดดร่วมแต่ต้องจำไว้เสมอว่า ยังไงก็ต้องหลบแดดอยู่นะค่ะ เพราะว่าแดดเมืองไทยร้อนจัดมาก

ยารักษาฝ้าที่ทางการแพทย์นิยมใช้ คือ
  1. ไฮโดรควิโนน เป็นยาในรูปแบบครีม มีความเข้มข้นร้อยละ 2 ถึง 4 ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน แต่การใช้ยาในความเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน อาจเกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งได้แก่ การแพ้ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่ใบหน้า หรือผิวหนังถาวร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จึงประกาศห้ามใช้สารนี้เป็นเครื่องสำอาง แต่ใช้ในความดูแลของแพทย์
  2. กรดวิตามินเอ ออกฤทธิ์รบกวนการส่งกระจายเม็ดสีเมลานิน และทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดลอกออกเร็วขึ้น ใช้รักษาฝ้าได้ผลดี แต่การใช้ยาตัวนี้เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง ระคายเคือง และไวต่อแสงแดดได้
  3. ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีของเซลล์สร้างสีทำให้ฝ้าจางได้เช่นกัน แต่การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง มีสิวขึ้นได้

สำหรับ “กระ” เรามักสบสนกับ “ฝ้า” เสมอมา “กระ” นั้นจะมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มเล็ก ๆ เห็นขอบชัดเจนบางครั้งอาจสับสนกับ “ขี้แมลงวัน” ซึ่งเกิดบริเวณใบหน้า ซึ่ง “ขี้แมลงวัน” จะมีลักษณะดำเข้ม กลม ขอบเขตชัดเจน และอาจนูนเล็กน้อย จากบริเวณผิว “ขี้แมลงวัน” จะไม่เข้มขึ้นเมื่อถูกแดดแต่“กระ” จะเข้มขึ้น และเพิ่มจำนวนขึ้นเมื่อถูกแดด “กระ” มักจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และมักพบในคนผิวขาวมากกว่าคนผิวคล้ำ “กระ” ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า โดยไม่มีอันตราย
 ญานิน-ฝ้า-กระ
ปานโฮริ (Nevus of Hori)
กระลึกโฮริ (ปานโฮริ) มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทา ๆ เห็นเป็นเงาลึก ๆ ขอบเขตไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่อยู่บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง ซึ่งกระโฮริ (ปานโฮริ) เป็นกระที่พบมากในผิวคนเอเชียร้อยละ 20-30 แต่ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่า ตัวเองเป็นปานโฮริ มักจะคิดว่า ตัวเองเป็น “ฝ้า” ซะมากกว่า กระชนิดนี้ไม่ตอบสนองต่อครีม หรือเซรั่มทาฝ้าใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจาก เกิดขึ้นในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) สามารถรักษาด้วย Q-switched Nd-YAG laser การวินิจฉัยแยกระหว่างฝ้าและปานโฮริ ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยในวินิจฉัยเท่านั้น

โดยหลักการแล้ว การที่จะทำให้ฝ้า กระ หรือรอยดำ จางลงนั้น มี 2 วิธี คือ
  1. ใช้ครีม ยาทาเพื่อให้ฝ้า กระ หรือรอยดำจางลง วิธีนี้ใช้เวลานานเป็นเดือน ๆ แล้วแต่การตอบสนองของผิวหนังแต่ละคน ซึ่งจะมีการตอบสนองที่แตกต่างกันไป บางรายก็จะดีขึ้นเร็ว บางรายอาจจะค่อย ๆ ดีขึ้น
  1. การทำทรีทเม้นต์ ได้แก่ AHA ทรีทเม้นต์ lontophoresis, การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ การกรอขัดผิว (Microdermabrasion), Mesotherapy ซึ่งถ้าทำทรีทเม้นต์ร่วมกับการใช้ครีม ยาจะทำให้รอยดำ ฝ้า กระ จางลงเร็วขึ้น ทำให้หน้าขาวใสมากขึ้น

อนึ่ง ถ้าพยายามป้องกันสาเหตุดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ทำให้ฝ้า กระ หรือรอยดำเข้มขึ้น เช่น ใช้ยาฉีดหรือวิธีอื่นในการคุมกำเนิด หรือโดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานยาในการคุมกำเนิด เลือกใช้ยาคุมกำเนิดที่มีผลต่อฝ้า กระน้อยที่สุด และควรหลีกเลี่ยงความเครียด และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และควรทาครีมกันแดดให้ถูกต้อง

โดยสรุปแล้ว ในการรักษาฝ้าที่ถูกต้อง คือ ต้องทาครีม ยาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่องจนกว่าฝ้าจะจางลง โดยให้ทาในส่วนที่เป็นฝ้าก่อนนอนทุกคืน เมื่อรอยฝ้าจางหายไปแล้วให้ทาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าเกิดขึ้นได้อีก นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาการรักษาฝ้า โดยการใช้สารเคมีอื่นๆ  เช่น กรดโคจิก กรดอะเซลิอิก เป็นต้น

นวพร เอี่ยมธีระกุล
Yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

60 วินาทีขาว Instant Whitinging Cream By Yanin

60 วินาทีผิวขาวใส Instant Whitening Cream By Yanin




60 วินาทีขาวInstant WHITENING Cream II



Instant WHITENING Cream II ผลิตภัณฑ์ครีมผิวขาวบำรุงผิวหน้า
เนื้อครีมเข้มข้น ตรงเข้าจัดการจุดด่างดำ พร้อมเพิ่มความกระจ่างใส จัดการกับปัญหาริ้วรอย ฟื้นบำรุงผิวให้แข็งแรงและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ ด้วยสูตรพิเศษที่ผสานคุณค่าจาก Mulberry Root Extract และ Cucumber Extract สารสกัดจากแตงกวาที่ผสานการทำงานร่วมกัน จัดการปัญหาจุดด่างดำ เพื่อกระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ด้วยการขจัดเซลล์ผิวเก่าอย่างอ่อนโยน ให้ผิวหมองคล้ำ หยาบกร้าน และดูอ่อนล้ากลับดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้น ผิวดูเรียบเนียน และขาว กระจ่างใสยิ่งขึ้น

ลักษณะผลิตภัณฑ์
เนื้อครีมนุ่มเนียน เบาบาง ซึมซาบสู่ผิวได้รวดเร็ว



วิธีใช้
  • ใช้ Instant WHITENING Cream II ขนาดเท่าเม็ดไข่มุก เกลี่ยวนเป็นวงกลมเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้ฝ่ามือกดเบา ๆ เพื่อให้ซึมซาบได้ดียิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตา ใช้เป็นประจำ ทั้งในเวลาเช้าและเวลากลางคืน 
  • ใช้ Instant WHITENING Cream II พอกหน้าสัปดาห์ละครั้ง หรือหลังออกแดด



ส่วนผสม :
Kojic Acid, Titanium Dioxide, r-PGA, Mulberry Root Extract, Dipotassium Glycyrrhizate, Hyaluronic Acid, Jojoba Oil, Silver Birch Extract, Caprylic / Capric Triglyceride, Purified Water, Allantoin, Cucumber Extract, Mineral Oil, PPG-1 Trideceth-6, Glyceryl Stearate, PEG-100 Stearate, C12-15 Alkyl Benzoate, Butylene Glycol, Glycerin, Methylparaben, Propylparaben

เลขที่แจ้ง 10-2-5317176
ปริมาณสุทธิ 30 มิลลิลิตร
www.yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

8 วิธีหน้าขาวใส 8 วันขาวใสไร้สิว



สุดยอดแห่งผิวหน้าที่คุณสาว ๆ ใฝ่ฝันอยากจะครอบครอง คือ ผิวขาวกระจ่างใส มีออร่า แลดูเปล่งประกาย ดุจดั่งไข่มุกสีน้ำนม สำหรับคุณสาวๆ แล้ว ใบหน้าที่ขาวใสเนียนสวยเป็นธรรมชาติ จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเอง ทั้งยังเป็นการช่วยเสริมเสน่ห์ให้กับตัวคุณสาว ๆ ให้มีความรู้สึกที่มั่นใจเวลาที่ต้องออกไปนอกบ้าน หรือต้องเข้าสังคม และซึ่งในทางตรงกันข้าม ถ้าหากใบหน้าเต็มไปด้วย สิว ริ้วรอย และความหมองคล้ำ ความมั่นใจในตัวเองของคุณสาว ๆ ก็จะพลอยหายวับไปพร้อมกับจำนวนปัญหาริ้วรอยเหล่านั้นอีกด้วย

ในวันนี้ คุณสาว ๆ ที่ไม่อยากให้หน้าขาวใสเนียนสวยเป็นธรรมชาติกลายเป็นอดีต ขอแนะนำ 8 สูตรผิวขาวสวยใสไร้สิว 

1. แอปเปิ้ลเขียว ไม่ปลอกเปลือกครึ่งผล นมสด นำส่วนผสมทั้งอย่างมาปั่นรวมกัน พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หน้าขาวเนียนสวยใส เพิ่มความชุ่มชื้น และยังช่วยลดริ้วรอย

2.  แอปเปิ้ลเขียวไม่ปลอกเปลือกครึ่งผลมาปั่น น้ำมะนาว1 ช้อนชาคนให้เข้ากัน แล้วพอกชโลมให้ทั่ว เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หน้าขาวเนียนสวยใส ลดจุดด่างดำ และยังช่วยลดริ้วรอย

3.  น้ำผึ้ง ไข่ขาว มะนาวอย่าง ละ 1 ช้อนโต๊ะผสมให้เข้ากัน ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น หรือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบให้ทั่วใบหน้า นำส่วนผสมมาพอกให้ทั่วใบหน้าประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจัด และทาโลชั่นในทันที แนะนำให้ทำวันเว้นวัน จะทำให้หน้าคุณสาว ๆ ขาวใสไร้สิว และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า

4.  น้ำมะขามเปียก น้ำผึ้ง ขมิ้น นมสด ผสมเข้าด้วยกัน นำมานวดหน้าและพอกหน้าทิ้งไว้ ควรทำอย่างน้อย 2 -3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะทำให้เซลล์ที่ตายแล้ว สิวเสี้ยนเม็ดเล็กเม็ดน้อยจะหลุดติดออกมา เห็นหน้านวลขาวใส เนียนนุ่ม

5.  แป้งดินสอพอง ขมิ้น ไพร มะขามเปียก ผสมเข้าด้วยกัน พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง สูตรนี้จะทำให้หน้าขาวใสกรี๊ก

6. ขิงแก่ฝานบาง ๆ แนะนำให้ฝานตามยาว สาว ๆ อยากให้จุดไหนใสมีสีชมพูก็ปาดบริเวณนั้นทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ซึ่งผิวบริเวณนั้นจะรู้สึกร้อน ๆ ตึง ๆ จะทำให้หน้าใสปิ๊ง อมชมพู

7.    น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ มะขามเปียก ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ให้ข้นมาก ๆ พอกหน้าทิ้งไว้ จะรู้สึกยิบ ๆ ที่ใบหน้า พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยขจัดสิวเสี้ยน ผิวหน้านวลเนียนขาวใส

8.   โยเกิร์ต 1 ถ้วย เกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน ชโลมให้ทั่วใบหน้า แล้วขัด ๆ ถู ๆ ให้ทั่ว ขัด 5 นาที ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออก ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ช่วยขัดเซลล์ที่ตายแล้ว สิวเสี้ยนจะหลุดออก ทำให้หน้าขาวใส และยังช่วยลดริ้วรอย

จะดีกว่าไหม ????
ถ้าคุณสาว ๆ สามารถดูแลผิวขาวใสเนียนสวย ได้ง่าย ๆ ด้วยตนเองในทุก ๆ วัน

รายละเอียดเพิ่มเติม : ขาวใสไร้สิว 

นวพร เอี่ยมธีระกุล