แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องสำอาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องสำอาง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

หลักการเบื้องต้นในการดูแลรักษาผิวตามสภาพผิวหนัง

หลักการเบื้องต้นในการดูแลรักษาผิวตามสภาพผิวหนัง

ลักษณะผิวประเภทต่าง ๆ

1. ผิวธรรมดา (Normal Skin) 

  • เป็นลักษณะผิวที่หาได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนเมือง
  • ลักษณะผิว สะอาด เนียนนุ่ม เต่งตึง ไม่มัน ไม่มีริ้วรอย เนื้อเยื่อชั้นหนังกำพร้าจะมีความหนาพอดีไม่บางหรือหนาเกินไป มีความยืดหยุ่นดี เนื้อผิวชุ่มชื้น น่าสัมผัส

2. ผิวแห้ง (Dry Skin)

  • ลักษณะผิว ผิวชั้นนอกบางเห็นเส้นเลือดแดงเรื่อ ๆ เนื้อผิวแตกเป็นเกล็ดขุยลอกออกเป็นคราบ มีอาการคันร่วมด้วย เกิดริ้วรอยได้ง่าย จะรู้สึกแน่นตึงบนผิวหน้าโดยเฉพาะหลังจากล้างหน้าเสร็จใหม่ ๆ ผิวเช่นนี้จะเกิดอาการแพ้ได้ง่าย
  • ข้อแนะนำ ล้างหน้า สมานผิวและบำรุงผิวทุกวัน
  • สาเหตุ
    • ต่อมน้ำมันผลิตไขมันออกมาน้อย
    • ต่อมเหงื่อขับน้ำออกมาน้อย
    • ใช้สบู่ที่มีคุณสมบัติในการชะล้างที่แรง น้ำหล่อเลี้ยงจึงถูกกำจัดด้วย ทำให้ขาดความชุ่มชื้น
    • ขาดวิตามินซี
    • อยู่ในที่อากาศร้อนมาก
    • ออกแดดโดยไม่ปกป้องผิว
3. ผิวมัน (Oily Skin)

  • ลักษณะผิว ผิวชั้นนอกจะดูหนา เนื้อผิวหยาบ รูขุมขนเปิดกว้าง มีน้ำหล่อเลี้ยงผิวอยู่มาก ผิวไม่เรียบ เนื่องจาก การอุดตันของไขมันและสิว
  • ข้อแนะนำ ทำความสะอาด สมานผิวด้วยโลชั่นสมานผิวสำหรับผิวมันโดยเฉพาะ เพื่อหยุดยั้งการทำงานของต่อมไขมันไม่ให้ผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป รับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้ เนื้อที่ไม่ติดมัน ปลา และดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ
  • สาเหตุ
    • ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป
    • ระบบการเผาผลาญอาหารไม่ดี
4. ผิวผสม (Combination Skin)

  • ลักษณะผิว โดยรวมจะเป็นผิวแห้ง ผิวธรรมดา และผิวมันเข้าด้วยกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวบริเวณนั้น ๆ ว่าเป็นผิวอะไร เช่น บริเวณทีโซน มักจะมัน บริเวณแก้ม รอบดวงตา คอเป็นผิวธรรมดา
ข้อแนะนำ ควรดูแลสภาพผิวพรรณให้เหมาะสมกับลักษณะผิวบริเวณนั้น ๆ


การระคายเคืองและการแพ้ของผิว


ผิวทั้ง 4 ชนิดมีสิทธิแพ้ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของผิว เนื่องจาก ผิวหนังเป็นหน้าด่านที่จะต้องเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ที่มาสัมผัสกับร่างกาย ผิวหนังจึงมีกลไกในการต่อต้านสิ่งเหล่านี้เพื่อปกป้องร่างกาย ถ้าสิ่งที่มาสัมผัสไม่รุนแรงผิวหนังอาจจะไม่แสดงอาการออกมา แต่ถ้ามีความรุนแรงกลไกการต้านทานไม่ไหว จะแสดงอาการเกิดขึ้น เช่น บวม (Edema) แดง (Erythema) เป็นเม็ดพุพอง (Blisttering) หดตัว (Shriveling) ไหม้ (Burn) หลุดลอกเป็นสะเก็ด (Desquamation) คันเป็นผื่นแดง (Eczema) อาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุใหญ่ ๆ 2 ประการ คือ การระคายเคือง (Irritation) การแพ้ (Allergy or sensitization)


การระคายเคืองจากเครื่องสำอางมักจะเกิดจากสบู่ที่มีความเป็นด่าง ทำให้ผิวหนังแห้ง ถ้าผู้ใช้สบู่มีการถูแรง ๆ เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดออก ผิวจะแห้งสากมากขึ้นทำให้เกิดการแพ้สารอื่นตามมาได้ นอกจากนี้ อาจจะทำให้รูขุมขนเกิดการระคายเคืองต่อต่อมไขมัน ทำให้ไขมันอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิวตามมา

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดลับผิวขาวสวยสุขภาพดีในหน้าร้อน

เคล็ดลับผิวขาวสวยสุขภาพดีในหน้าร้อน

วันนี้ นำเคล็ดลับวิธีการดูแลผิวหน้าร้อน ที่จะช่วยให้คุณมีผิวขาวสวยสดใสกับอากาศร้อนๆ ได้เป็นอย่างดีแน่นอน

เมื่อต้องเผชิญแสงแดด สิ่งที่คุณสาว ๆ ขาดกันไม่ได้เลย ก็คือ ครีมกันแดด และสำหรับแสงแดดที่แผดจ้า อย่างนี้สาว ๆ ต้องเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 ขึ้นไปถึงจะพอ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะสู้แสงแดดแรง ๆ ในบ้านเราไม่ได้ และในการแต่งหน้า คุณสาว ๆ อย่าใช้รองพื้นที่หนาเกินไป เพราะคุณจะสวยได้ไม่นาน หน้าก็จะมันเยิ้มจากการเผชิญแสงแดดร้อนจ้า ซึ่งแน่นอนว่า การที่ครีมรองพื้นละลายเข้ากับความมันบนใบหน้า แล้วใบหน้าคุณก็จะมีสิวเห่อเอาได้ง่าย ๆ ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดและรองพื้นบาง ๆ ก็พอค่ะ หรือไม่ก็ทาแป้งแบบชริมเมอร์ก็ช่วยเรื่องความสว่างสดใสได้เยอะ ส่วนเครื่องสำอางนั้น ลองเลือกที่กันน้ำได้ก็จะลดปัญหาเครื่องสำอางละลายเปื้อนใบหน้าได้

เมื่อออกไปข้างนอก โดยแสงแดดมาเป็นเวลานาน หรือไม่ว่าแดดจะแรงเท่าไหร่ เมื่อกลับมาบ้านแล้ว ลองใช้น้ำเย็นล้างหน้า รับรองว่า นอกจาก จะรู้สึกผิวสดชื่นเย็นสบายแล้ว น้ำเย็นยังช่วยฟื้นฟูผิวหน้าได้เป็นอย่างดีด้วย

ข้อสำคัญในหน้าร้อน ๆ อย่างนี้นะค่ะ คือ การดื่มน้ำค่ะ ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ ดื่มให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้ว การดื่มน้ำเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว ในฤดูร้อนที่ผิวมักจะแห้ง และทานผลไม้ หรือน้ำผลไม้กันบ่อย ๆ เช่น แตงโม แคนตาลูป หรือผลไม้ธาตุเย็น เพราะผลไม้ประเภทนี้จะอุดมไปด้วยน้ำที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวพอ ๆ กับน้ำเลยค่ะ แต่จะดีตรงที่มีรสชาติดีและยังเป็นอาหารบำรุงผิวที่คุณจะได้มาพร้อมกับความหวานอร่อยของผลไม้นั่นเองค่ะ ดังนั้น ทานผลไม้เยอะ ๆ กันให้ได้ทุกวันนะค่ะ

นวพร เอี่ยมธีระกุล (นู๋กบ)

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

แนวทางเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

แนวทางเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

แสงแดดเป็นภัยใกล้ตัวที่เรานึกไม่ถึง จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากชั้นบรรยากาศที่ทำหน้าที่กรองรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet, UV) ค่อย ๆ ถูกทำลายลง จนทำให้รังสียูวีเอและรังสียูวีบีที่มีอยู่ในแสงแดดตกลงมากระทบถึงพื้นผิวโลก ส่งผลให้ผิวของคนเราเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวแก่ก่อนวัย จุดด่างดำ ฝ้า กระ ผิวไหม้ แสบแดง ผิวหนังอักเสบ ไปจนถึงมะเร็งผิวหนัง  ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (ครีมกันแดด) จะช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดดได้ ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (ครีมกันแดด) ที่วางขายอยู่ในท้องตลาดมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี โดยช่วยลดปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่จะมาถึงผิวโดยอาศัยคุณสมบัติของสารป้องกันแสงแดดที่มีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่
  1. กลุ่มสารที่เป็นสารสะท้อนแสงแดด โดยสารกลุ่มนี้จะเคลือบอยู่บนผิวไม่ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง เช่น ซิงค์ออกไซด์ (Zinc oxide) ไตตาเนียมไอออกไซด์ (Titanium dioxide) แมกนีเซียมคาร์บอเนต (Magnesium carbonate และ Magnesium oxide) เป็นต้น
  2. กลุ่มสารที่เป็นสารดูดซับแสง สารเหล่านี้จะทำหน้าที่ดูดซับแสงแดดทำให้แสงแดดไม่สามารถผ่านเข้ามาทำอันตรายต่อผิวหนังได้ เช่น แอนทรานิเลต (Anthranilate) เบนโซฟิโนน (Bensophenone) ซินนาเมต (Cinnamate) เป็นต้น

คำว่า Sun Protection Factor (SPF) คงคุ้นหูเป็นอย่างมาก มันเป็นค่าที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดของผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (ครีมกันแดด) เช่น ถ้าปกติโดนแสงแดดได้นานเป็นเวลา 30 นาที แล้วถึงจะอาการแสบ ร้อน หรือไหม้ที่บริเวณผิวหนัง แต่เมื่อได้ทาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางป้องกันแสงแดด (ครีมกันแดด) ที่ผสมสารป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF 15 ก็จะสามารถสัมผัสกับแสงแดดได้นานขึ้นถึง 15 เท่า ก็คือ 450 นาที เครื่องสำอางที่มีค่า SPF มากย่อมทำให้ระยะเวลาที่ผิวสามารถทนทานต่อแสงแดดนานขึ้นตามลำดับ แต่เครื่องสำอางนั้นก็จะเหนียวเหนอะมากขึ้น และมีสารเคมีที่ใช้กันแดดมากตามเช่นกัน ดังนั้น โอกาสที่ผู้ใช้จะเกิดการแพ้หรือระคายเคืองย่อมมีมากกว่าผู้ที่ใช้เครื่องสำอางที่มีค่า SPF ต่ำ อีกทั้งเครื่องสำอางที่มีค่า SPF ยิ่งมากราคายิ่งแพง

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดมีการผลิตออกมามากมายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค จนในบางครั้งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนในการเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ อย่างคำว่า sunscreen และ sunblock ที่ระบุอยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 คำนี้ อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสงสัยว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร และชนิดไหนให้ผลดีกว่ากัน ซึ่งในความเป็นจริง 2 คำนี้ใช้เรียกแทนกันได้ในการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิต เพียงแต่ sunscreen (Chemical Sunscreen) คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันแสงแดดเป็นส่วนผสม มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวหนังจากแสงแดดได้ด้วยการดูดซับรังสี UV และควรทาก่อนถูกแสงแดดเป็นเวลา 30 นาที เนื่องจาก ต้องการเวลาในการเกิดปฏิกิริยาเคมี ส่วน sunblock (Physical Sunscreen) เป็นคำที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะทึบแสงมาก ๆ และมีความข้นหนืดสูง มีคุณสมบัติปกป้องผิวด้วยการช่วยสะท้อนหรือกระจายแสง UV ออกจากผิว ไม่ให้แสง UV ผ่านเข้าชั้นผิวหนังได้ 

สำหรับการเลือกซื้อครีมกันแดดอย่างถูกวิธี คือ

  1. ฉลากผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดจะต้องเป็นภาษาไทย แสดงชื่อและประเภทของผลิตภัณฑ์ ชื่อและปริมาณส่วนประกอบสำคัญ ชื่อที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ ปริมาณ สุทธิ คำเตือน เลขที่จดแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมีอายุไม่เกิน 2 ปี
  2. ควรพิจารณาเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีสารกรองแสงรังสีทั้งยูวีเอและยูวีบีเป็นองค์ประกอบ
  3. ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่บอกค่าป้องกันแสงแดด (SPF-Sun Protection Factor) เช่น SPF 15 หรือ 30 เป็นต้น และควรเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น ถ้าต้องทำงานนอกสถานที่ หรือต้องได้รับแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่าสูง เช่น SPF 15 หรือมากกว่านั้น
  4. ในกรณีที่ต้องการป้องกันแสงแดดขณะว่ายน้ำ ควรเลือกครีมกันแดดชนิดที่กันน้ำ (Water resistance) ถ้าใช้ขณะอากาศร้อนมากเหงื่อออกง่าย หรือป้องกันแสงแดดเมื่อเล่นกีฬา ควรเลือกชนิดทนต่อเหงื่อ (Sweat resistance)
  5. ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ครีมกันแดด โดยทาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดนั้น ๆ ในปริมาณเล็กน้อยที่บริเวณท้องแขน แล้วทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติใด ๆ แสดงว่าใช้ได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ครีมกันแดดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด แต่ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาแดดจัด ๆ โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00 – 16.00 น. และควรทาครีมกันแดดอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้เนื้อครีมเคลือบติดที่ผิวได้ดี สำหรับผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ แนะนำให้ทาซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมงเพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการปกป้องผิวจากแสงแดด
นวพร เอี่ยมธีระกุล
Email : yanincosmetic@hotmail.com

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

วิธีการล้างหน้าที่ถูกต้อง


วิธีการล้างหน้าที่ถูกต้อง

เราจะล้างหน้าแบบไหนถึงจะถูกต้องค่ะ???
  • บางคนบอกให้ใช้สบู่อ่อน
  • บางคนบอกให้ใช้สบู่ยา
  • บางคนบอกว่า เวลาล้างให้ขัดถูใบหน้าแรง ๆ เพราะสิ่งสกปรกและหัวสิวจะได้หลุด
  • บางคนบอกต้องล้างหน้าเบา ๆ

เราควรใช้สบู่หรือครีมล้างหน้าอะไรจะดีที่สุด???
  • บางคนใช้ Iiquid cleanser 
  • บางคนจะใช้แค่สบู่ธรรมดาและน้ำเปล่า

ถึงอย่างไรในข้อนี้คงต้องอยู่กับสภาพผิวหน้าและขึ้นอยู่กับที่ว่า ใช้อะไรล้างแล้วถูกใจที่สุด เข้าทำนองลางเนื้อชอบลางยานั่นแหละค่ะ แต่ไม่แนะนำให้ใช้สบู่ยาแรง ๆ ล้างหน้า โดยทั่วไปในการล้างหน้าขอแนะนำว่า


  1. ให้ใช้สบู่อ่อนหรือคลีนเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณ ปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางแบ่งสบู่เหมาะสำหรับสภาพผิวแห้ง ผิวมัน และผิวปกติ จึงเลือกชนิดที่เหมาะสมได้ไม่ยากนัก
  2. สำหรับผู้ที่แต่งหน้า ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผู้ชายบางคนก็แต่งหน้าเหมือนกัน ใช้เช็ดเมคอัพออกให้หมดเกลี้ยง ใครที่ไม่ได้แต่งหน้าแต่ใช่ครีมกันแดดก็ควรเช็ดออกก่อนเช่นกันค่ะ
  3. เริ่มล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น (เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน) ก่อนใช้สบู่อ่อนหรือคลีนเซอร์อย่างแผ่วเบา
  4. ข้อห้าม ขัดถูใบหน้า ห้ามบีบแกะสิว ระหว่างล้างหน้า เพราะจะเป็นการทำร้ายผิวและทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายด้วยนะค่ะ
  5. และตบท้ายด้วยน้ำเย็นเพื่อช่วยปิดและกระชับรูขุมขนค่ะ
  6. ซับหน้าให้แห้งด้วยผ้าขนหนูสะอาด ควรเป็นผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ที่อ่อนนุ่ม ห้ามเช็ดหน้าแรง ๆ
  7. หลังล้างหน้า อย่าลืมใช้โทนเนอร์เพื่อช่วยกำจัดสิ่งสกปรกที่เรายังล้างออกไม่หมดออกไปและช่วยกระชับรูขุมขน เพิ่มความชุ่มชื้นด้วย

ดังนั้น ข้อสำคัญสำหรับการล้างหน้า คือ “การล้างหน้าตามแนวขน” จะเป็นวิธีการล้างหน้าที่จะช่วยเรื่องผิวและเรื่องสิวได้ดีสุด ๆ


สาว ๆ อยากมีหน้าขาวใสไร้สิว คือ การรักษาความสะอาด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การล้างหน้าเท่านั้นนะค่ะ แต่รวมถึงการล้างเครื่องสำอาง การทำความสะอาดพัฟแป้ง แปรงแต่งหน้า รวมถึงอุปกรณ์ที่ให้กับผิวอย่างเช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว และยังรวมถึงการทาครีมบำรุงให้เหมาะสมกับสภาพผิวของเราด้วยนะค่ะ

นวพร เอี่ยมธีระกุล
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต 

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

SPF มีผลต่อการป้องกันแสงแดด



ในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยเรา การใช้ครีมกันแดดเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะเด็ก ๆ ไม่ควรปล่อยให้โดนแสงแดดโดยตรง เพราะมีข้อมูลว่า การได้รับแสงแดดมากเกินไปตั้งแต่เด็ก ๆ อาจก่อให้เกิดมะเร็งที่ผิวหนังได้ จึงควรเริ่มใช้ครีมกันแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อย ปฏิบัติให้เป็นประจำและสม่ำเสมอ สำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด (ครีมกันแดด) ต้องพิถีพิถันพอสมควร เนื่องจาก ขณะใช้จะต้องทาครีมกันแดดในปริมาณมาก ครีมกันแดดจะสัมผัสผิวกายในบริเวณกว้างเป็นเวลานาน และบริเวณที่ทายังมีโอกาสโดนแสงแดดอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่าเครื่องสำอางประเภทอื่น ๆ ดังนั้น ก่อนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ใดเป็นครั้งแรก ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ ด้วยการทาผลิตภัณฑ์ปริมาณเล็กน้อยบริเวณใต้ท้องแขน ทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น แสดงว่า ใช้ได้

Sun Protection Factor (SPF) เป็นตัวบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด ทำให้รู้ว่า เมื่อใช้เครื่องสำอางตัวนั้นแล้ว ผิวหนังของเราจะถูกแสงแดดได้นานแค่ไหน ผิวถึงจะไม่ไหม้ ยกตัวอย่างเช่น โดยปกติคนเราโดนแสงแดดได้นาน 10 นาที ถึงจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน หรืออาการผิวหนังไหม้ แต่เมื่อทาเครื่องสำอางที่ผสมสารป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF 15 บนผิวหนัง ก็จะสามารถถูกแสงแดดได้นานถึง 15 เท่า ก็คือ 150 นาที โดยที่ผิวไม่ไหม้

ถึงแม้ว่า ค่า SPF สูงแค่ไหนก็ไม่สามารถป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยเหี่ยวย่นและมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้น นอกจาก จะต้องดูค่า SPF แล้ว จะต้องดูว่า ป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) ได้ด้วย จึงจะเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดได้มากขึ้น ซึ่งดูได้จากฉลากที่ระบุข้อความไว้ เช่น ป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) ได้ หรือถ้าหากไม่ระบุข้อความดังกล่าวให้ดูที่ส่วนประกอบที่มีส่วนผสมของสารที่สามารถดูดซับรังสียูวีเอ (UVA) ได้ เช่น เอโวเบนโซน ออกซิเบนโซน โซนเมนทิลแอนทรานิเลต เป็นต้น หรือจะใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารที่สามารถสะท้อนรังสีได้ทั้งยูวีเอ (UVA) และยูวีบี (UVB) เช่น ติตาเนียม ไดออกไซต์ และซิงก์ออกไซต์ ก็ได้




สำหรับการใช้ SPF ให้มีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น มีเหงื่อออก ระหว่างทำกิจกรรมกลางแจ้ง ว่ายน้ำ หรือทำกิจกรรมใดก็แล้วแต่ที่ทำให้เครื่องสำอางถูกชะล้างออกจากผิวหนัง ควรทาเครื่องสำอางซ้ำบ่อย ๆ ทุก 2 ชั่วโมง เพราะประสิทธิภาพของสภาพพื้นที่ ปริมาณแสงแดด ถ้าอยู่ในแสงแดดจ้าเป็นเวลานาน ๆ เครื่องสำอางที่มีค่า SPF ยิ่งมากยิ่งทำให้ระยะเวลาที่ผิวสามารถทนต่อแสงแดดนานขึ้นตามลำดับ

อนึ่ง ปัญหาจากการใช้เครื่องสำอางกลุ่มนี้ คือ ผู้ใช้ใช้ไม่ถูกวิธี เช่น ใช้น้อยเกินไป ในกรณีที่เหงื่อออกมาก หรือว่ายน้ำ ไม่มีการทาซ้ำ จึงไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี SPF สูงเกินความจำเป็น เช่น อยู่ในสำนักงานทั้งวัน แต่ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ซึ่งมี SPF ยิ่งสูงยิ่งมีราคาแพงจึงไม่คุ้มค่ากับราคาของผลิตภัณฑ์ที่สูญเสียไป

อย่างไรก็ตาม การใช้ครีมกันแดดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่แสงแดดจ้า คือ ช่วงเวลา 10.00 – 16.00 น. หากจำเป็นก็ควรอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด หรืออยู่ในร่มเงา เมื่ออยู่กลางแจ้งควรสวมหมวกปีกกว้าง สวมเสื้อผ้าที่ปกคลุมร่างกายมิดชิด รวมทั้งสวมแว่นกันแดด ด้วยเพราะขณะนี้ พบว่า รังสี UV เป็นสาเหตุหนึ่งของต้อกระจกได้


ครีมกันแดดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับปริมาณแสงแดด และสภาพผิวหนัง ดังนั้น ก่อนเลือกใช้ควรอ่านฉลากให้ละเอียด และทดสอบการแพ้ก่อนใช้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย เหมาะสม และคุ้มค่าจากการใช้ผลิตภัณฑ์

รายละเอียดเพิ่มเติม : ครีมกันแดด SPF60/PA+++

รายละเอียดเพิ่มเติม : ครีมกันแดด SPF50/PA++




สอบถามเพิ่มเติม 0816518088
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สารสกัดจากว่านหางจระเข้



ปัจจุบันโลกกำลังผจญกับสภาวะโลกร้อน ทำให้เราควรเผชิญกับแสงแดดมากขึ้น ซึ่งแสงแดดนี้ทั้งเป็นต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ มากมาย ดังเช่น เป็นตัวการของการไหม้บนผิวหนัง การเกิดริ้วรอยก่อนวัย ตลอดจนเป็นต้นเหตุของมะเร็งผิวหนัง เพราะว่าตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวมา คือ รังสี ultraviolet (UV) ที่มากับแสงแดดนั่นเอง รังสี UV แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ UVA , UVB และ UVC แต่ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ผิวหนังก็คือ รังสี UVA และ UVB เราจึงจำต้องมีการป้องกันผิวจากรังสีดังกล่าว

เพราะว่าทางเลือกที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้ คือ ครีมกันแดดซึ่งมีส่วนผสมหลัก คือ สารกันแดด ซึ่งสารกันแดดแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ตามกลไกการทำงานดังนี้
  1. สารกันแดดแบบกายภาพ (Physical blockers) ทำหน้าที่สะท้อนหรือหักเหรังสี UV ได้แก่ titanium dioxide (TiO2) และ zinc oxide (ZnO)
  2. สารกันแดดแบบเคมี (Chemical absorbers) ทำหน้าที่ดูดซับรังสี UV ให้มีความเข้มน้อยลงเมื่อผ่านลงสู่ผิวหนัง ได้แก่ benzophenhone-3 (Oxybenzone), butylmethoxydlbenzoylmethane (Avobenzone)
  3. Hybrid (Organic particulates) สารกลุ่มนี้ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นสารกันแดดที่ทำหน้าที่สะท้อนและดูดซับรังสี UV ได้ทั้งสองอย่างในตัวเอง ได้แก่ Bis-BenzotriazolylTetramethylbutylphenol หรือ Tinosorb® M


ปัจจุบันพบว่า แนวโน้มของการใช้สารเคมีลดลง เพราะว่าคนส่วนใหญ่หันไปให้ความสนใจกับสารธรรมชาติมากขึ้น จึงมีการคิดค้นสารกันแดดจากธรรมชาติ เพราะส่วนมากมักได้จากพืช อาทิเช่น น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว สารสกัดจากชะเอมเทศ สารสกัดจากอบเชย สารสกัดจากทับทิม สารสกัดจากขมิ้น สารสกัดต้นหม่อน และสารสกัดจากว่านหางจระเข้ จากการศึกษา พบว่า สารสกัดเหล่านี้ นอกจากนี้จะช่วยป้องกันรังสี UV ได้แล้ว ยังมีสรรพคุณอื่น ๆ อีก ประหนึ่ง antioxidant (สารต้านอนุมูลอิสระ), anti-aging (การชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ) และ anti-inflammation (ต้านการอักเสบ)

Aloe vera สารสกัดว่านหางจระเข้ จากการศึกษาวิจัย พบว่า ส่วน aloe gel โดยสารที่พบได้ใน aloe gel เป็นสารจำพวก polysaccharides (สารพอลิแซ็กคาไรด์) , glycoproteins (สารไกลโคโปรตีน) , anthraquinone (สารแอนทราควิโนน) และยังมีเอนไซม์บางประเภทที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ

จากการศึกษาทางคลินิกพบว่า aloe gel มีศักยภาพในการช่วยรักษาอาการไหม้ เหตุเพราะ ความร้อนและรังสี เพราะว่าการทดสอบในหนูทดลอง พบว่า aloe gel สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด และลดการเกิดกระบวนการอักเสบได้ เพราะว่าจะทำให้กลไกการเกิดการอักเสบช้าลง และเพิ่มระยะเวลาในการปรับสภาพเซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าหลังจากโดนรังสี และความร้อนเผาไหม้ สำหรับผลในการป้องกันการทำลายเซลล์ผิวจากรังสี พบว่า aloe gel สามารถป้องกันเซลล์ผิวหนังจากการทำลายจากรังสีแกมม่า รังสี x-ray และรังสี UVB ในหนูทดลอง โดย aloe gel สามารถลดการเกิดกระบวนการดูดซับรังสี UVB ของเซลล์ในระบบภูมิต้านทานที่ผิวหนังในผิวหนังชั้นหนังกำพร้าได้ จึงส่งผลทำให้เกิดการหลั่งภูมิคุ้มกัน และทำให้อาการแพ้ลดลง นอกจากนี้ aloe gel ยังสามารถจำกัดอนุมูลอิสระ (Scavenge free radicals) ได้อีกด้วย

จากการศึกษา ยังพบว่า ความเข้มข้นของ aloe gel ในสูตรต้นตำรับที่เหมาะสมในการรักษาแผลไหม้ เนื่องจาก ถูกความร้อนและรังสีนั้น ควรมีความเข้มข้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของตำรับ และยังพบว่า aloe vera ยังสามารถช่วยป้องกันการเกิดการไหม้ เพราะว่าแสงแดดได้ เพราะว่าสามารถช่วยดูดซับรังสีในช่วงความยาวคลื่น 290-320 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงความยาวคลื่นที่มีผลต่อกระบวนการ melanogenesis หรือกระบวนการสร้างเม็ดสีที่ส่งผลทำให้สีผิวคล้ำขึ้นได้


จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า สารสกัดจากว่านหางจระเข้คือสารจากธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้เป็นสารกันแดดในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้ ช่วยป้องกันรังสี UV จากแสงแดด เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดอาการระคายเคือง ช่วยป้องกันการเกิดการไหม้จากแสงแดด

นวพร เอี่ยมธีระกุล 
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088 

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

จนกระทั่ง กระ ฝ้า ทำหน้าหมอง


จนกระทั่งกระ ฝ้า ทำหน้าหมอง

ผิวหน้าเนียนใสปราศจากรอยด่างดำ สาว ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ แต่กระนั้นจะทำอย่างไรล่ะ ถ้าหากบนใบหน้าของคุณมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างกระ พร้อมกับฝ้า ซึ่งทำให้สาว ๆ ผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้นเกิดความกังวลใจ ร่วมกับค่านิยมในสังคมที่ชอบลักษณะใบหน้าขาวใส ไร้จุดด่างดำ

กระพร้อมทั้งฝ้านั้น เกิดจากการความผิดปกติของเซลล์สร้างที่เม็ดสี ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตเม็ดสี (melanin) และส่งเม็ดสีขึ้นมาบนผิวหนังด้านบนเป็นจำนวนมาก แล้วจึงทำให้ความเข้มของสีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือการเกิดผื่นสีน้ำตาลขึ้นบนใบหน้านั่นเอง เพราะที่กระนั้นจะมีขนาดเล็กพร้อมกับขึ้นกระจายทั่วใบหน้า และบริเวณที่โดนแสงแดดเป็นประจำ ทั้งนี้ก็คงจะเกิดจากพันธุกรรมร่วมด้วย ในบางคนก็เริ่มมีกระขึ้นประปรายตั้งแต่เด็ก และกระจะเพิ่มปริมาณพร้อมทั้งมีสีเข้มขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ด้านฝ้าจะเพ่งเป็นรอยสีคล้ำบริเวณใบหน้า เพราะว่าเฉพาะบริเวณที่โดนแสงแดด ได้แก่ โหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง หน้าผาก จมูก เหนือริมฝีปาก มักจะเกิดในเพศหญิงยิ่งกว่าเพศชาย พบมากในผู้หญิงวัยกลางคน อายุ 30-40 ปี การเกิดฝ้ามีหลายอย่าง เช่น การสัมผัสกับแสงแดด การใช้ฮอร์โมน ยารับประทานบางชนิด เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน พันธุกรรมและเชื้อชาติ และการขาดสารอาหารเป็นต้น

เพราะในการที่จะรักษากระและฝ้าให้หายขาดนั้น เป็นเรื่องที่ยากมากทีเดียว ดังนี้เพราะเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มากระตุ้นให้เกิดกระหรือฝ้าได้อย่างจริงจัง เช่นว่า หลีกเลี่ยงแสงแดด


ดังนั้น จำต้องทาครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จะสามารถช่วยลดปัญหาตรงนี้ลงไปได้มากทีเดียว พร้อมด้วยรักษาโดยใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารลดเม็ดสี (Depigmentation agent) เพื่อใช้ในการปรับสีผิวให้ผิวขาวขึ้น ตัวอย่างเช่น Lactic acid เป็นต้น สารเหล่านี้จะไปยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการเกิดเม็ดสี จึงสามารถลดการเกิดเม็ดสีได้ ส่วนการรักษาด้วยยานั้นก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์นะค่ะ หวังว่า สาว ๆ ทุกคนจะมีผิวขาวใสใสกันทั่วหน้านะคะ


วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หน้าสวย หน้าพัง เพราะเครื่องสำอาง


หน้าสวย หน้าพัง เพราะเครื่องสำอาง

ปฏิเสธไม่ได้เลยนะ ว่าเครื่องสำอางเป็นของสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับสาว ๆนอกจากจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและทำให้เราดูสวยขึ้นแล้ว ยังทำให้ดูมีเสน่ห์เป็นที่ต้องตาต้องใจแก่ผู้พบเห็น

ในปัจจุบันเครื่องสำอางมีมากมายหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อเลือกใช้ตามความพึงพอใจและสะตุ้งสตางค์ในกระเป๋า ในเครื่องสำอางนั้นมีส่วนผสมมากมายหลายชนิด ซึ่งส่วนผสมบางตัวก็อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้

วิธีทดสอบว่าแพ้เครื่องสำอางหรือไม่ โดยการทาเครื่องสำอางที่เกรงว่า จะแพ้บริเวณใต้ท้องแขนกว้าง 3 เซนติเมตร ทาเช้า – เย็น ต่อเนื่องกันนาน 7 วัน หลังจากนั้น ดูว่า มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ใช้ผลิตภัณฑ์นี้ได้ หากมีอาการแพ้จะเกิดอาการคันยุบยิบบริเวณที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอาง อาจเกิดตุ่มแดง หรือผื่นแดง ปวดแสบร้อน ในบางรายอาจเกิดผื่นลมพิษ

ไม่แนะนำให้เครื่องสำอางใหม่หลาย ๆ ตัวพร้อมกัน เพราะหากเกิดการแพ้ จะทำให้คุณไม่ทราบว่าแพ้จากเครื่องสำอางตัวใด

น่ากลัวจริง ๆ นะค่ะ!!!


อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงอันตรายดังกล่าว ให้ลองสังเกตดูว่า เมื่อใช้เครื่องสำอางแล้วมีอาการดังที่กล่าวไว้หรือไม่ หากมีอาการใกล้เคียง แต่ไม่แน่ใจว่า ใช่อาการแพ้หรือไม่ ให้หยุดใช้เครื่องสำอางที่เข้าข่ายต้องสงสัยเหล่านั้นซะ ถ้าหลังจากหยุดใช้เครื่องสำอางชนิดนั้นแล้ว ผิวหน้าของคุณดีขึ้น ก็แสดงว่า คุณแพ้เครื่องสำอางชนิดนั้นเข้าให้แล้ว แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเร็วที่สุดนะค่ะ จะได้รับการรักษาได้ทันท่วงที แล้วผิวหน้าสวย ๆ ก็จะอยู่คู่คุณไปอีกนาน ๆ ไงค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทำไมต้องขาว... Whitening




วาทกรรม “ผิวขาว” กำลังมาแรง ถ้าใครไม่ขาวตกเทรนแน่ ๆ ทำให้สาว ๆ ทั้งหลายวิ่งโร่หาเครื่องสำอางที่ทำให้ผิวขาวกันเจ้าละหวั่น

แล้วคุณสาว ๆ ล่ะ!!! เคยอ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์รึเปล่าค่ะ???
คุณเคยคิดบ้างไหมว่า เครื่องสำอางที่คุณใช้อยู่อาจมีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อผิวสวยของคุณ เช่น สารปรอทและสารไฮโดรควิโนน ซึ่งสารทั้งสองตัวนี้เป็นที่นิยม เพราะออกฤทธิ์ขัดขวางขบวนการสร้างเม็ดสีที่อยู่ใต้ผิว แถมยังทำให้ฝ้าจางลง ผิวขาวขึ้นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ดังนั้น!!! อาจทำให้เกิดอาการแพ้ หน้าเห่อคัน จนถึงขั้นพอง นอกจากนี้ หากใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมเจ้าตัวปัญหานี้ไปนาน ๆ ก็จะเกิดการสะสม ผิวหน้าที่เคยขาวเมื่อแรกใช้ เครื่องสำอางก็กลับคล้ำลงกว่าก่อนใช้เครื่องสำอางซะอีก

ส่วนเครื่องสำอางที่ผสมไฮโดรควิโนนจะทำให้ใบหน้าของผู้ใช้มีอาการแสบ ผิวหน้าแดง ยิ่งใช้ไปนาน ๆ หน้าก็จะดำขึ้น อาจมีตุ่มดำหรือจุดด่างขาวขึ้นตามใบหน้านอกจากนี้ สารสองตัวนี้แล้ว ยังมีสารตัวอื่นอีก เช่น กรดวิตามินเอ กรดอาเซลิอิก สารเหล่านี้ช่วยให้ผิวหน้าขาวขึ้นบ้าง แต่ออกฤทธิ์ช้า บางคนอาจแพ้ ทำให้แสบหน้าได้ สารไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ กรดอาเซลิอิก สามารถใช้ในการรักษาฝ้า กระได้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ แพทย์มักจะใช้ยาเหล่านี้ในความเข้มข้นที่ไม่สูงนัก และติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด หรือปรับเปลี่ยนยาที่ใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย

อย่างไรก็ดี ในทางที่ดีก่อนซื้อเครื่องสำอาง  Whitening ก็ควรอ่านฉลากให้ดีว่า มีส่วนผสมของสารปรอทและสารไฮโดรควิโนนหรือไม่ ดูแหล่งผลิตให้ชัดเจน สังเกตอาการแทรกซ้อนขณะใช้ หากมีอาการผิดปกติ ให้เลิกใช้ทันทีและรีบปรึกษาแพทย์จะได้ไม่ขาวชั่วคราวค่ะ

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
http://www.yanincosmeticbangkok.com