วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

ภัยแสงแดด ภัยผิวขาวใส


 ภัยจากแสงแดด : ภัยผิวขาวใส
ในกลุ่มฝรั่ง และกลุ่มประเทศยุโรปที่มีผิวขาว จะชอบตากแดด ซึ่งจะมีปัญหามาก เพราะอาจเกิดการทำลายเส้นใยคอลลาเจน เส้นใยอิลาสติน จนก่อให้เกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น และอาจมีการทำลายโครโมโซม ซึ่งหากร่างกายเราซ่อมแซมไม่ทัน ก็สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็วผิวหนังซึ่งมีหลายชนิด และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ การต้องเผชิญกับแสงแดดยังทำให้เกิดเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำ มากขึ้นด้วย

ภัยจากแสงแดด : ภัยผิวขาวใส

โดยประเทศไทยตั้งอยู่เขตร้อนจึงมีแสงแดดตลอดทั้งปี แต่ละวันจึงมีช่วงแสงแดดจ้าถึงกว่า 8 ชั่วโมง ซึ่งข้อดีของการมีแสงแดดมีมากมาย ซึ่งช่วยให้เรามีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เพราะแสงแดดเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของสิ่งมีชีวิตบนโลก ในปัจจุบันเรามีการใช้ประโยชน์จากแสงแดดและ Solar Cell มาสร้างพลังงานเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ และแต่ในทางกลับกัน คนไทยส่วนใหญ่มีค่านิยม คือ ต้องการมีผิวพรรณที่งดงาม แลดูผิวขาวใส ไร้ริ้วรอย จุดด่างดำ และไม่ต้องการให้ผิวหน้าได้รับแสงแดดจนเกิดความหมองคล้ำ

แม้ว่าแสงแดดจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า อิทธิพลจากแสงแดดใน ปัจจุบันนั้น อย่างเช่น ให้เกิดโรคผิวหนังต่าง ๆ มากมายด้วยเช่นกัน เช่น โรคแพ้แดดซึ่งเกิดจากรังสีอัลตร้าไวโอเลต โดยรังสีชนิดนี้จะไปทำลายเซลล์ชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด บวมแดง คัน บางรายอาจมีอาการไข้ร่วมด้วย ซึ่งโรคนี้คนไทยยังเป็นกันน้อย เนื่องจาก ร่างกายของเรามีเมลานินซึ่งเป็นรงควัตถุชนิดหนึ่ง ช่วยปกป้องคุ้มครองภัยจากแสงแดด

นอกจาก ปัญหาด้านผิวพรรณแล้ว บางครั้งยังอาจพบอาการเพลียแดด (Heat Exhaustion) และอาการลมแดด (Heat Stroke) ได้ อีกด้วย อาการเพลียแดดเป็นอาการอ่อนเพลีย เนื่องจาก การสูญเสียน้ำ ซึ่งจะแสดงอาการรุนแรงน้อยกว่าลมแดด คนเพลียแดดจะเกิดอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ถ้าเป็นมานานอาจมีอาการปวดหัวมึนงง กระสับกระส่าย คลื่นไส้ กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ผิวหนังเย็น และชีพจรเต้นเบาเร็ว ถ้าพบว่า มีอาการเพลียแดด ควรแก้ไขด้วยการนั่งพัก ดื่มน้ำผลไม้ หรือเกลือแร่ หากมีอาการมากขึ้น อาจต้องนอนพักโดยยกเท้าสองข้างขึ้นสอง แล้วเช็ดตัวด้วยผ้าเย็น

สำหรับอาการลมแดด (Heat Stroke) จะ เกิดขึ้นได้จากการที่ร่างกายเสียเหงื่อมาก ๆ และยังได้รับการชดเชยจากน้ำและเกลือแร่ไม่ทัน ทำให้การควบคุมอุณหภูมิในร่างกายเสียไป ไม่สามารถทำการระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ ผู้ป่วยจะมีอาการกระหายน้ำอย่างมาก มีไข้สูง หายใจสั้นเร็ว ปากคอแห้ง เวียนหัว ตาพร่ามัว คลื่นไส้ อาเจียน และหมดสติ ทั้งนี้ หากรักษาไม่ทันท่วงที อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้น เมื่อพบผู้ป่วยเป็นลมแดดควรรีบพาเข้าไปพักในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี นอนยกปลายเท้าให้สูง คลายเสื้อผ้าออกให้หลวม ใช้ผ้าเย็นเช็ดตัวตลอดเวลา ในรายที่สามารถดื่มน้ำได้ ให้ดื่มเกลือแร่โดยจิบช้า ๆ และให้นอนพักสัก 1-2 ชั่วโมง และในรายที่ปฐมพยาบาลแล้วไม่ฟื้นให้รีบนำส่งแพทย์โดยด่วน

อย่างไรก็ดี แสงแดดจะมีประโยชน์มากมายเพียงใดก็ตาม  แต่ก็มีพิษภัยได้ไม่น้อย อย่างก็ตาม ในช่วงหน้าร้อน แสงแดดก็ยังเป็นเสน่ห์ที่ใครหลายคนชื่นชอบ ฉะนั้น ก่อนที่จะออกไปเผชิญแดดก็ควรที่จะป้องกันผิวและเตรียมร่างกายให้พร้อมเสียก่อน โดยการดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลของน้ำในร่างกาย ส่วนการป้องกันผิวพรรณนั้น ควรจะทาครีมกันแดด สวมเสื้อแขนยาว สวมแว่นตา หลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่ถูกกระตุ้นโดยแสงแดด ฯลฯ

ดังนั้น หากเราทำได้อย่างนี้ รับรองว่า ผิวพรรณ ผิวขาวของใบหน้าจะคงความขาวใส สดใส ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น ไม่ไหม้แดด ไม่เป็นมะเร็งผิวหนัง และยังคงปราศจากภัยร้ายจากแสงแดดแน่นอน

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558

ผิวขาวด้วย “กลูต้าไทโอน” มีอันตรายถึงช็อกคาเข็ม!!! จริงหรือ


ผิวขาวด้วย “กลูต้าไทโอน”
มีอันตรายถึงช็อกคาเข็มจริงหรือ


ในหลายปีที่ผ่าน หลายคนคงเคยได้ยินข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์เกี่ยวกับการฉีดสารชนิดหนึ่ง เพื่อเสริมความงาม เพื่อให้ผิวขาว แก้ปัญหาฝ้า จุดด่างดำว่า ฉีดแล้วสามารถทำให้ช็อกตายคาเข็ม และก่อให้เกิดมะเร็งได้ในบางราย จนเป็นที่ตกอกตกใจของบรรดาผู้ที่รักสวยรักงาม อยากจะมีผิวขาวกันเป็นอย่างมาก สารที่ว่านี้ คือ “กลูต้าไทโอน” ซึ่งเป็นสารที่มีการใช้กันมานานกว่า 30 ปีแล้ว และใช้กันเป็นที่แพร่หลายในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น แต่กลับกลายมาเป็น “ยาพิษ” ในวงการ “ผิวขาว” ในประเทศไทย จึงถือโอกาสนี้ เล่าเรื่องนี้ เพื่อเป็นความรู้ ความเข้าใจ กับความเป็นมาของกลูต้าไทโอน ว่าทำไมจึงมาใช้รักษาผิวขาวและลดฝ้าได้

โดยปกติสาร “กลูต้าไทโอน” เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งถือว่าเป็น “อะมิโนแอซิดชนิดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยสาร 3 ชนิด คือ glutamate, glycine และ cysteine มารวกัน ส่วน มากจะพบมากใน “ตับ” ซึ่งทำหน้าที่กำจัดสารพิษพวกฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น เอสโตรเจน ยาฆ่าวัชพืช สารฟอร์มาดีไฮด์ ยาพาราเซตามอล เป็นต้น ในคนสูงอายุที่มีสุขภาพดี จะพบว่า มีระดับของ “กลูต้าไทโอน” ในปริมาณสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่ร่างกายเกิดความเครียด ได้รับสารพิษ การออกกำลังกายที่มากเกินไป หรือมีการติดเชื้อ เราจะพบว่า มีระดับของ Glutathione ต่ำ ซึ่งในต่างประเทศ เช่น กลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศฟิลิปปินส์ จะใช้กลูต้าไทโอนเป็นอาหารเสริมเพื่อสุขภาพผู้ป่วยในการช่วยต้านมะเร็ง โรคหัวใจ ต้านความชรา โรคพาร์กินสัน และมะเร็งตับ โดยมีการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการแพทย์ต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ในรูปของยาหยอดตารักษาต้อกระจก ใช้เพื่อรักษาปัญหาการแพ้ยาเรื้อรัง  ใช้กำจัดสารพิษจากโลหะบางชนิด รักษาอาการแพ้ท้อง ป้องกันการติดเชื้อไวรัส ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากการฉายรังสี เสริมภูมิต้านทาน ลดอาการแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคอัลไซเมอร์ เพิ่มจำนวนสเปิร์มในชายที่พบว่า เป็นหมัน คนสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ผู้ที่ได้รับยาต้านมะเร็ง เป็นต้น

ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น มีรายงานว่า “กลูต้าไทโอน” นั้น สามารถรักษาผื่น ผิวหน้าหมองคล้ำหรือแลดูผิวหน้าไม่ขาวใส จากการแพ้น้ำหอม เครื่องสำอาง (รีลเมลาโนสิส) ได้ จึงกลายมาเป็นที่มาของการประยุกต์ใช้กลูต้าไทโอนเพื่อรักษาผื่นดำจากฝ้า และทำให้ผิวขาว โดยมีการใช้กันมากในประเทศฟิลิปปินส์ และไต้หวันมานานนับ 10 ปี แต่ในเมืองไทยเริ่มมีการใช้แพร่หลายเมื่อหลายปีก่อน โดยใช้ฉีดในรูปของสารละลายเข้าเส้น ด้วยเข้าใจว่า สารกลูต้าไทโอนสามารถเปลี่ยนการสร้างสีเมลานินจากรงควัตถุยูเมลานิน ซึ่งเป็นมวลวัตถุสีดำ ให้กลายเป็นฟีโอเมลานินซึ่งเป็นรงควัตถุสีจาง ดังนั้น จึงทำให้ผู้ที่ได้รับสารเข้าไป จึงมีผิวที่ดูเหมือนผิวขาวใส รวมทั้งฝ้าอาจจะจางลง สาเหตุที่ต้องฉีดเข้าเส้นก็เนื่องจาก พบว่า สารตัวนี้เมื่อรับประทานเข้าไป มีการดูดซึมเข้ากระแสเลือดแล้ว จะสลายตัวเร็วมากโดยอาศัยเอไซม์ในลำไส้และตับ

อนึ่ง การฉีดสารเข้าเส้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นสารอะไรก็ตาม สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ได้ทั้งสิ้น เนื่องจาก กระบวนการผลิตอาจทำให้เกิดสารปนเปื้อน ดังเช่น เคยมีรายงานในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 1996 จากการฉีดสารกลูต้าไทโอนแล้ว ทำให้เกิดอาการแพ้ ที่ เรียกว่า “อะนาไฟแลคซีส” แต่ไม่ถึงกับทำให้เสียชีวิต ซึ่งการเกิดอุบัติการณ์นี้เกิดขึ้นได้นั้น นับว่า พบได้น้อยมาก ซึ่งไม่ต่างจากยาฉีดโดยทั่ว ๆ ไปนั่นเอง ดังนั้น สารตัวนี้คงไม่ใช่ยาพิษอย่างที่หลายคนกลัวกัน เพียงแต่ว่า การฉีดยาเข้าเส้นทุก ชนิดนั้น ควรต้องทำในสถานที่ที่มีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยและมีความพร้อม เพื่อป้องเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ และที่สำคัญหากให้แพทย์ทำการฉีดทดสอบที่ท้องแขนก่อนก็จะเป็นการดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ใช้เอง นอกจากนี้ แพทย์ยังควรซักถามประวัติอาการแพ้ของผู้มารับการฉีดด้วย และในรายที่มีอาการแพ้มาก ๆ ก็ไม่ควรเสี่ยงฉีดให้ ดังนั้น สำหรับคนที่กลัวและยังอยากใช้สารตัวนี้ ก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการรับประทานได้ แต่ต้องใช้ปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ สาร “กลูต้าไทโอน” ตัวนี้ยังไม่มีการทำวิจัยเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับการรักษาฝ้า และการทำให้ผิวขาวใส จึง ยังต้องรอการศึกษากันต่อไป เพื่อดูว่าขนาดเท่าไร ใช้เวลาเท่าใดจึงจะเหมาะสม และต้องมีการวิจัยตรวจวัดโดยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อพิสูจน์ว่า ทำให้ผิวขาวขึ้นได้จริงหรือไม่

สำหรับอาการแพ้อย่าง อื่นที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ อาการคลื่นไส้อาเจียน ผื่นคันก็ต้องระมัดระวัง และไม่ควรให้กลูต้าไทโอนในคนที่มีประวัติการแพ้ง่าย หญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรเลือกกลูต้าไทโอนที่ผลิตจากโรงงานซึ่งมี อย. รับรองมาตรฐาน และความปลอดภัยจะดีกว่า และที่สำคัญ ยังมีแหล่งของกลูต้าไทโอนในธรรมชาติที่สามารถรับประทานได้ในปริมาณมาก โดยยังไม่พบผลข้างเคียง คือ เนื้อปลา หน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด ผลวอลนัต และ whey protein แต่กลูต้าไทโอนในธรรมชาติ ก็คงยากสำหรับการที่จะทำให้ผิวขาวอย่างรวดเร็วหรือทันใจ ...

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

ภาวการณ์อักเสบเรื้อรังในร่างกาย

มุมมองในเรื่องความสวย ความงาม ผิวพรรณคงความอ่อนเยาว์ แลดูผิวขาวสวยขาวกระจ่างใส ไร้ริ้วรอย กลายเป็นเรื่องที่ท้าทาย ด้วยเราสามารถชะลอ หรือป้องกันความแก่ได้ หากเข้าใจกลไกการเสื่อมของร่างกาย ซึ่งจากงานวิจัยทางการแพทย์ใหม่ ๆ ทั่วทุกมุมโลกนั้น พบว่า ความเสื่อมชราที่เกิดกับเรา อาจมิใช่เกิดจากวันเวลาที่ผ่านไปเท่านั้น แต่อาจเกิดจากกลไกหลายอย่างในร่างกายที่ทำงานมากเกินไปและเสียสมดุล กลไกหนึ่งก็คือ ภาวการณ์อักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ พบว่า ผู้ที่มีระดับการอักเสบสูง จะพบความเสื่อมของร่างกายและผิวพรรณได้มากกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งก็รวมไปถึงความเสื่อมของผิวพรรณ และริ้วรอยแห่งวัยบนผิวของเรานั่นเอง
ภาวะอักเสบในร่างกายนั้น หากเกิดการอักเสบเรื้อรัง หรือมากเกินไป ย่อมกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อร่างกาย เพราะมีการทำลายทั้งเชื้อโรค และเซลล์ปกติในร่างกาย ความเสียหายนี้หากสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะก่อให้เกิดความชราได้อย่างรวดเร็ว
ภาวะอักเสบเรื้อรังที่แอบแฝงในร่างกายของคนเราที่พบก็คือ การอักเสบในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและทำให้เกิดความเสื่อมในร่างกายได้ การอักเสบของผนังลำไส้จากการดื่มเหล้า ความเครียด การสูบบุหรี่ รวทั้งการรับปรทานยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อ ซึ่งยาปฏิชีวนะจะทำลายเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ทุกชนิด ผลก็คือ ทำให้ร่างกายของเราเสียสมดุลของแบคทีเรียในทางเดินอาหารไปด้วย โดยทำให้แบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ในร่างกายลดลง และทำให้เชื้อยีสต์เจริญเติบโตมากขึ้น จนเกิดการติดเชื้อยีสต์เรื้อรังในทางเดินอาหาร และก่อให้เกิดการอักเสบของลำไส้ ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาหลายระบบอย่างเรื้อรัง
สัญญาณเตือนภาวะอักเสบในร่างกาย
  • ร่างกายมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ข้ออักเสบอย่างเรื้อรัง
  • มีความรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ (Chronic Fatique Syndrome)
  • ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง
  • ต่อมไขมันอักเสบ
  • ท้องเสีย หรือท้องผูก ไม่ทราบสาเหตุ
  • ผิวพรรณหมองคล้ำเป็นสิว เป็นริ้วรอย
  • ความดันโลหิตสูง เบาหวาน
  • ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ เกิดโรคเอสแอลอี Rheumatoid Arthritis
  • สะเก็ดเงิน โรคผิวหนังจากเชื้อรา ผมร่วง ฯลฯ
ทั้งนี้ มีการวิจัยที่พบว่า คนที่รับประทานโปรไอโอติกเสริมอาหารอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ร่างกายกำจัดการอักเสบเรื้อรังในลำไส้ได้อย่างรวดเร็ว จึงส่งผลทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและช่วยชะลอวัยได้ โปรไอโอติกพบมากในผลิตภัณฑ์อาหารหมัก(fermentation) เช่น นมเปรี้ยว แหนม กิมจิ เป็นสารอาหารธรรมชาติ จึงไม่มีผลข้างเคียงหรือเกิดผลเสียแต่อย่างใดต่อร่างกาย มีฤทธิ์ในการเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง และส่งผลโดยตรงต่อลำไส้ โดยในผู้ที่มีอาการท้องผูก ท้องเสีย ท้องเดิน หรือท้องอืด ก็จะมีอาหารดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนผลทางอ้อมนั้นก็คือ จะช่วยแก้อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ทำให้อาการโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ ดีขึ้น ช่วยลดอาการภูมิแพ้ทางผิวหนัง และช่วยลดการอักเสบที่ทำลายผิวอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ผิวพรรณแลดูสดใส ขาวใสเปล่งปลั่ง สามารถคงความอ่อนเยาว์ของผิวได้นาน
ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติของโปรไอโอติกที่ดีมากมายนี่เอง ที่ทำให้โปรไอโอติกกลายเป็นส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งอาหารเสริมชนิดรับประทาน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สำหรับการรับประทานโปรไอโอติกที่เหมาะสมนั้น แนะนำให้รับประทานในเด็ก 5 billion CFU/วัน ผู้ใหญ่ 20 billion CFU/วัน (CFU คือ Colony Forming Unit)
ดังนั้น คนเราหากรับประทานอาหาร แล้วถ่ายสะดวก ก็มักจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ผิวขาวสวยผ่องใสแลดูอ่อนเยาว์ ด้วยเช่นกั
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

http://yanincosmeticbangkok.com

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

อาหารวัยรุ่น


วัยรุ่นนั้น เป็นวัยที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา โดยจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม ในวัยนี้ ร่างกายจะมีความต้องการสารอาหารและพลังงานค่อนข้างสูง จึงควรมีการบริโภคอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสม มิฉะนั้น จะก่อให้เกิดผลเสียต่อสมรรถภาพในด้านต่าง ๆ เช่น การเรียน การเล่นกีฬา การเจริญเติบโต และก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บติดตามา ซึ่งรวมไปถึงโรคอ้วนที่กำลังพบว่า เป็นปัญหาในวัยรุ่นยุคปัจจุบันด้วย และที่สำคัญ คือ โรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังที่เกิดขึ้นนั้น อาจส่งผลให้อายุเฉลี่ยของประชากรโลกลดน้อยลง ดังนั้น หากวัยรุ่นในวันนี้ต้องการที่จะเป็นผู้ที่มีชีวิตที่ยืนยาว ผิวขาวสวยสดใส มีน้ำมีนวล ร่างกายแข็งแรงได้ในอนาคต ก็สามารถเริ่มต้นหรือเริ่มการต่อต้านความชราได้ตั้งแต่บันนี้เป็นต้นไป หรือสามารถจะเริ่มต้นได้ตั้งแต่วัยเด็ก เพราะเรื่องการดูแลสุขภาพผิว สุขภาพกายนั้น ไม่มีคำว่า “เร็วหรือสายจนเกินไป”

ปัญหาหลักทางด้านโภชนาการในวัยรุ่นในปัจจุบันนั้น เกิดจากการขาดสารอาหารต่าง ๆ เช่น การขาดธาตุเหล็ก ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียจากโลหิตจาง การขาดธาตุไอโอดีน ขาดวิตามินเอ ขาดโปรตีน ทำให้ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้ตัวเตี้ย ผอม ผิวไม่ขาวผ่อง ความฉลาดลดลง ส่วนในวัยรุ่นที่รับประทานอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันอิ่มตัวมากเกินไปก็มีความเสี่ยงในการเกิดสิว รูขุมขนอุดตันและจะเกิดโรคอ้วน ที่ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ตามมาได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขข้อ เก๊าต์ มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูกในผู้หญิง มะเร็งต่อมลูกหมากหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ชาย นิ่วในถุงน้ำดี อาการซึมเศร้า เป็นต้น

วันนี้ ขอแนะนำสัดส่วนอาหารสำหรับวัยรุ่น คือ ควรได้พลังงานจากโปรตีนร้อยละ 10-15 เทียบได้กับเนื้อสัตว์ 45-60 กรัมต่อวัน หรือ 2-3 ส่วนต่อวัน คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 45-65 และควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น กลุ่มแป้ง ข้าว ขนมปัง 8-12 ทัพพี ควรรับประทานผัก 2-4 ส่วนต่อวัน (4-6 ทัพพี) และรับประทานผลไม้เพื่อให้ร่างกายรับวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใย โดยควรรับประทานผลไม้สด 3-5 ส่วนต่อวัน นอกจากนี้ ร่างกายวัยรุ่นยังควรได้รับไขมันน้อยกว่าร้อยละ 30 และควรมีสัดส่วนไขมันอิ่มตัวต่อไขมันไม่อิ่มตัว ในสัดส่วน 1:1 น้ำตาล เกลือเล็กน้อย แคลเซียม 1200-1500 มิลลิกรัมต่อวัน และธาตุเหล็ก 12-15 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับธาตุเหล็กนั้น ควรได้รับในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจาก การได้รับธาตุเหล็กมากเกินไปโดยที่ร่างกายไม่ได้รับอยู่ในภาวะขาด อาจะทำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ Prooxidant เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลทำให้ร่างกายเกิดความเสื่อมชราเร็วขึ้นได้ ดังนั้น การรับประทานธาตุเหล็กจึงควรจะเสริมเมื่อร่างกายขาดเท่านั้น ซึ่งจะรู้ได้โดยการตรวจเช็คเลือดเพื่อหาระดับธาตุเหล็กในร่างกาย ด้วยการตรวจระดับเฟอร์ริทินในเลือด ซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากเท่าไรนัก แต่หากไม่สะดวกในการตรวจ ดิฉันก็แนะนำว่า หากจะเสริมธาตุเหล็ก ควรเสริมพอประมาณตามที่ได้กล่าวมา
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
http://yanincosmeticbangkok.com

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

รื่นรมย์กับอาหารด้วยแนวคิดห้าสี


รื่นรมย์กับอาหารด้วยแนวคิดห้าสี

รื่นรมย์กับอาหารด้วยแนวคิดห้าสี บทความจากผลิตภัณฑ์บำรุง ถนอม และดูแลผิวหน้าญานิน ญานินห่วงใยสุขภาพคนไทย
การรับประทานอาหารเป็นความรื่นรมย์ที่แท้จริงอย่างหนึ่งในชีวิต และคุณควรลิ้มรสความสุขนั้นให้เต็มที่ แต่บ่อยครั้งที่เราไม่ได้รับรู้ถึงรสอาหารแท้จริงที่เรารับประทาน เรามักรับประทานแบบขาดสติในขณะอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ เจรจาธุรกิจ หรือแม้แต่ขณะขับรถ “รีบคว้า รีบเคี้ยว รีบไป” ดูจะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในยุคปัจจุบันไปเสียแล้ว บางคนไม่มีแม้แต่เวลาจะเคี้ยวอาหารด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ต้องบอกก็คงทราบกันว่า การปฏิบัติตัวเช่นนี้เป็นสิ่งไม่ดี เพราะนอกจากจะเป็นการลดคุณค่าความสำคัญของประสบการณ์การรับประทานอาหารแล้ว การรับประทานอาหารแบบรีบ ๆ เร่ง ๆ ยังไม่ดีต่อสุขภาพและไม่ได้ช่วยให้ผอมลงแต่อย่างใด “อาหาร” ต้องการการบดเคี้ยวอย่างละเอียด จึงจะถูกย่อยได้ดี และหากอาหารไม่ถูกย่อยอย่างสมบูรณ์ ก็จะไม่ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วรึยังที่คุณจะหยุด แล้วใช้เวลาพิจารณาอาหารเบื้องหน้าก่อนเริ่มลงมือรับประทาน คุณควรให้ความสำคัญกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และหากเวลาเอื้ออำนวย ก็อาจจัดวางให้สวยงามน่ารับประทาน และนี่คือ ความหมายของ “การรับประทานอาหารอย่างมีสติ” โดยเติมความรื่นรมย์และสนุกสนานให้กับประสบการณ์การรับประทานอาหาร ไม่ว่าคุณจะนั่งรับประทานเงียบ ๆ โดยลำพัง รับประทานอาหารร่วมกับครอบครัวหรือมิตรสหาย หรือแม้แต่ รับประทานอาหารในเทศกาลเฉลิมฉลอง
 พิธีชงชาญี่ปุ่น จากผลิตภัณฑ์บำรุง ถนอมและดูแลผิวหน้าญานิน ญานินห่วงใยสุขภาพคนไทย
หนึ่งในหลายสิ่งที่เราสังเกต และพบเห็นได้จากวัฒนธรรมญี่ปุ่น คือ ความเอาใจใส่อย่างยิ่งยวดต่อการตระเตรียมและจัดวางอาหาร ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการจัดเรียงอาหาร และใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน เช่น ประเพณี “ซาโนยุ” (วิถีแห่งชา) เป็นประเพณีในการดื่มน้ำชาชื่อดัง ซึ่งมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ต้องใช้การฝึกฝนนานนับปีจึงจะปฏิบัติได้สมบูรณ์ เราไม่ได้แนะนำให้คุณสละเวลานานนับปีเพื่อฝึกการชงชา แต่เราสามารถนำแนวคิดจากประเพณีชงชา มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยภาพนั้นสำคัญยิ่ง ทุกคนในครอบครัวอาจรับประทานผักและอาหารประเภทเต้าหู้ได้มากขึ้น หากการจัดวางตกแต่งนั้นสวยงาม แทนที่จะเสิร์ฟมันฝรั่งบดกับน้ำเกรวี หรือเปิดกระป๋องถั่วแล้วเทลงชาม เราอาจต้องใช้ศิลปะและความพิถีพิถันในการจัดวางให้มากขึ้น
 แนวคิดอาหาร 5 สี จากผลิตภัณฑ์บำรุง ถนอมผิว และดูแลผิวหน้าญานิน ญานินห่วงใยสุขภาพคนไทย
ในญี่ปุ่นมีคำกล่าวว่า การจัดวางอาหารที่ปราศจากสีสันเปรียบเสมือนการเดินออกจากบ้านโดยไม่ใส่เสื้อผ้า พวกเขารู้สึกว่า “อาหารควรจะดูดี” เช่นเดียวกับกลิ่นและรสชาติที่ดี ดังนั้น จึงอยากนำเสนอแนวคิดสีทั้งห้าจากชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีความเป็นเลิศในการนำเสนออาหาร การตกแต่งอาหารให้สวยงามด้วยสีสัน ซึ่งมีปรัชญาความเชื่อในญี่ปุ่น จะเห็นได้ชัดจากประเพณีที่มีชื่อว่า “โซจิน เรียวริ”เป็นธรรมเนียมการจัดเรียงและรับประทานผักในวัดของศาสนาพุทธ จุดประสงค์ของการจัดวาง คือ “ต้องมีให้ครบห้าสีบนโต๊ะอาหาร” สีที่ว่า คือ แดง เหลือง เขียว ขาว และดำ ผลที่ได้ไม่เพียงเป็นภาพอาหารที่สวยงาม แต่ยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย จัดเป็นการเพิ่มความหลากหลายของสารอาหาร ซึ่งจะมีมากในอาหารแต่ละประเภท
  • สีแดง มาจากกะหล่ำปลีม่วง พริกหยวกแดง พริกชี้ฟ้าที่โรยบนปลา หอมแดง มะเขือเทศ หรืออื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นไปได้
  • สีเหลือง มาจากไข่ ฟักทอง เห็ด ข้าวโพด
  • สีเขียวนั้นมีตัวเลือกนับไม่ถ้วน ผักหรือสมุนไพร สีเขียวใด ๆ ก็นำมาใช้ได้ ผักกาดหอม อะโวคาโด แตงกวา ใบโหระพาวางบนมะเขือเทศหั่นชิ้นหนา ๆ
  • สีขาว อาจใช้หอมหัวใหญ่ เต้าหู้ และอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว มันฝรั่ง
  • สีดำ อาจมาจากถั่วดำ ซุปพั่วแบล็กอายพี มะกอดดำหั่นบาง หรือนำสาหร่ายแบบแผ่น สาหร่ายป่นมาโรยหน้าบนซุป สลัด หรือการห่อข้าวปั้นไส้ปลาและอะโวคาโด ก็ให้สีสันสวยงามและได้รสชาติอร่อยเช่นกัน

แนวคิดสลัดปลาทูน่า 5 สี จากผลิตภัณฑ์บำรุง ถนอมผิว และดูแลผิวหน้าญานิน ญานินห่วงใยสุขภาพคนไทย
สำหรับแนวคิดห้าสีนี้ ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อเตรียมอาหารแฟนซี อาจนำไอเดียนี้มาปรับแต่งใช้กับเมนูง่าย เช่น สลัดทูน่า ซึ่งอาจนำผักกาดหอมมาจัดเรียงเป็นรูปถ้วย โรยด้วยมะกอกดำหั่นเป็นแว่น ๆ ตามด้วยพริกหยวกแดง มะเขือเทศ แครอทหั่นเป็นชิ้นลูกเต๋า แค่นี้ก็ได้อาหารตาที่สวยงามเมื่อมีไอเดียแล้ว ก็ต้องลงมือทำกันค่ะ ถือเป็นการแสดงความสามารถทางศิลปะพร้อมเพิ่มสารอาหารในมื้ออาหารไปด้วย เรียกว่า “มีแต่ได้กับได้” หากคุณมีเจ้าตัวน้อย คุณอาจทำให้เกมที่เล่นร่วมกันได้ทั้งครอบครัว เด็ก ๆ มักมีแรงบันดาลใจในการประดับประดาตามรูปแบบของเขาเอง
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต