วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทำไมต้องขาว... Whitening




าทกรรม “ผิวขาว” กำลังมาแรง ถ้าใครไม่ขาวตกเทรนแน่ ๆ ทำให้สาว ๆ ทั้งหลายวิ่งโร่หาเครื่องสำอางที่ทำให้ผิวขาวกันเจ้าละหวั่น

แล้วคุณสาว ๆ ล่ะ!!! เคยอ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์รึเปล่าค่ะ???
คุณเคยคิดบ้างไหมว่า เครื่องสำอางที่คุณใช้อยู่อาจมีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อผิวสวยของคุณ เช่น สารปรอทและสารไฮโดรควิโนน ซึ่งสารทั้งสองตัวนี้เป็นที่นิยม เพราะออกฤทธิ์ขัดขวางขบวนการสร้างเม็ดสีที่อยู่ใต้ผิว แถมยังทำให้ฝ้าจางลง ผิวขาวขึ้นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ดังนั้น!!! อาจทำให้เกิดอาการแพ้ หน้าเห่อคัน จนถึงขั้นพอง นอกจากนี้ หากใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมเจ้าตัวปัญหานี้ไปนาน ๆ ก็จะเกิดการสะสม ผิวหน้าที่เคยขาวเมื่อแรกใช้ เครื่องสำอางก็กลับคล้ำลงกว่าก่อนใช้เครื่องสำอางซะอีก

ส่วนเครื่องสำอางที่ผสมไฮโดรควิโนนจะทำให้ใบหน้าของผู้ใช้มีอาการแสบ ผิวหน้าแดง ยิ่งใช้ไปนาน ๆ หน้าก็จะดำขึ้น อาจมีตุ่มดำหรือจุดด่างขาวขึ้นตามใบหน้านอกจากนี้ สารสองตัวนี้แล้ว ยังมีสารตัวอื่นอีก เช่น กรดวิตามินเอ กรดอาเซลิอิก สารเหล่านี้ช่วยให้ผิวหน้าขาวขึ้นบ้าง แต่ออกฤทธิ์ช้า บางคนอาจแพ้ ทำให้แสบหน้าได้ สารไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ กรดอาเซลิอิก สามารถใช้ในการรักษาฝ้า กระได้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ แพทย์มักจะใช้ยาเหล่านี้ในความเข้มข้นที่ไม่สูงนัก และติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด หรือปรับเปลี่ยนยาที่ใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย

อย่างไรก็ดี ในทางที่ดีก่อนซื้อเครื่องสำอาง  Whitening ก็ควรอ่านฉลากให้ดีว่า มีส่วนผสมของสารปรอทและสารไฮโดรควิโนนหรือไม่ ดูแหล่งผลิตให้ชัดเจน สังเกตอาการแทรกซ้อนขณะใช้ หากมีอาการผิดปกติ ให้เลิกใช้ทันทีและรีบปรึกษาแพทย์จะได้ไม่ขาวชั่วคราวค่ะ

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
http://www.yanincosmeticbangkok.com

ครีมกันแดดเพื่อนข้างกายที่แสนดี



วันนี้ คุณทาครีมกันแดดรึยังค่ะ???


การทาครีมกันแดดนั้น จำเป็นมากสำหรับประเทศที่มีอากาศร้อน และแสงแดดจัดอย่างประเทศไทย เพราะการทาครีมกันแดดจะช่วยปกป้องผิวของคุณจากรังสีอัลตราไวโอเลต หรือที่เราเรียกว่า UV

คุณกำลังสงสัยกันอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะ ว่า UV นั้น มีอันตรายต่อร่างกายขนาดไหน?
*อย่างที่ทราบกันว่า รังสี UV ที่มีบนผิวโลกแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ รังสี UVA และรังสี UVB โดยรังสี UVA จะทำให้ผิวคล้ำ เป็นฝ้า กระ เหี่ยวย่น ร้ายกาจจริง ๆ ค่ะ


ญานิน-ครีมกันแดด-รังสี-UVA-UVB

*และในส่วนของรังสี
UVB ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากโดนรังสีชนิดนี้จำนวนมาก อาจทำให้ผิวแดงไหม้ พองมีอาการปวดแสบปวดร้อน ผิวคล้ำ ทั้งยังทำให้ผิวเหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย ถ้าถูก UVB จำนวนมากเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งผิวหนังได้

ดัง นั้น เราจึงควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดในช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมาก ๆ ควรสวมเสื้อแขนยาว สวมหมวก หรือกางร่ม และถ้าจะให้มั่นใจได้เต็มร้อย ควรใช้ครีมกันแดดที่สามารถป้องกันทั้งรังสี UVA และรังสี UVB ควบคู่กันไป และควรมีค่า SPF หรือ Sun Protection Factor ประมาณ 15-30 หากคุณเป็นที่ชอบไปเที่ยวทะเล หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง เป็นชีวิตจิตใจแล้ว อย่าลืมเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงขึ้นด้วยนะค่ะ

Yanin-Sunscreen-UVA-UVB

สำหรับวิธีการใช้ครีมกันแดดนั้น
ก็สุดแสนจะง่ายดาย เพียงทาครีมกันแดดครึ่งชั่วโมงก่อนออกจากบ้าน ในกรณีที่ว่ายน้ำหรือเล่นกีฬาที่มีเหงื่อมาก ควรทาครีมกันแดดซ้ำและเลือกใช้ครีมกันแดดที่กันน้ำได้ เพียงคุณสังเกตง่าย ๆ ค่ะ ที่ฉลากจะมีคำว่า Water-resistant ติดเอาไว้


ถ้าทำได้ตามนี้ รับรองว่า
จะช่วยให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงพิษภัยที่เกิดจากแสงแดดได้ค่ะ


ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
Website : http://yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่อง ผิว ผิว เรื่องใกล้ตัวที่น่ารู้



“ผิว” ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวนะคะ แต่ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจมีปัญหาภายหลังได้ การรู้ว่า ตัวเองมีผิวประเภทใดจะช่วยให้เราสามารถทำความสะอาด และดูแลผิวได้ตรงจุดว่า แต่คุณรู้รึเปล่าคะว่า คุณมีผิวประเภทใด โดยสามารถแบ่งผิวได้เป็น 4 ประเภท คือ ผิวธรรมดา ผิวผสม ผิวมัน และผิวแห้ง ซึ่งใครที่มีผิวธรรมดาก็นับว่า โชคดีที่สุด เพราะไม่ต้องกังวลว่า ผิวจะแห้งเกินไป หรือมันเกินไป เรื่องสิวกับริ้วรอยก็ยิ่งหมดห่วง ส่วนวิธีการดูแลผิวประเภทนี้ก็แสนจะง่ายดาย เพียงล้างหน้าให้สะอาด ใช้ผลิตภัณฑ์ปรับสภาพผิว และหมั่นเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว แล้วก็ควรดูแลผิวเพิ่มเติมเมื่อต้องไปเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัดหนาวจัด เพื่อให้ผิวคงสภาพที่ดีไว้เสมอค่ะ

สำหรับผิวมันนั้น เราสังเกตไม่ยากเลยค่ะ เพราะหลังล้างหน้าไม่นาน หน้าก็จะเริ่มมันจนต้องใช้กระดาษซับมันหลายแผ่นต่อวัน นั่นก็เพราะผิวชนิดนี้เกิดจากการที่ต่อมไขมันทำงานมากเกินปกติ รวมทั้งมีรูขุมขนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณที-โซน จะมีความมันมากเป็นพิเศษ ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวนั่น เอง ใครที่กังวลว่า จะดูแลผิวหน้าประเภทนี้อย่างไรดี จะใช้ผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อไหนแล้วต้องมีส่วนผสมอะไรบ้าง เกณฑ์ในการเลือกง่าย ๆ ก็คือ ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวมันไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ เพราะจะทำให้ผิวมันยิ่งขึ้น และควรใช้ครีมกันแดดที่มีเนื้อเบา รับรองหน้าใสชนะเลิศแน่นอน



สำหรับผิวแห้งนั้น จะตรงกันข้ามกับผิวมัน คือ ผิวจะมีรูขุมขนที่ละเอียด แต่ผิวแห้งกร้าน บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นผิวเป็นขุย มักเกิดปัญหาริ้วรอยได้ง่าย เนื่องจาก ผิวขาดน้ำมันมาหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ ทั้งยังไม่สามารถเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ได้ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวและป้องกันริ้วรอย จะช่วยลดปัญหานี้ลงไปได้มากทีเดียวค่ะ และสำหรับคนที่มีผิวแห้ง หรือผิวธรรมดาบริเวณแก้ม และมีผิวมันบริเวณหน้าผากจมูก และคาง หรือที่เรียกว่า ที-โซนนั้น ก็อาจจะเรียกได้ว่า คุณเข้าข่ายเป็นสาวผิวผสม การดูแลผิวประเภทนี้ต้องละเอียดอ่อนสักหน่อย การรู้จักชนิดของผิว จะช่วยในการเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสมได้

นวพร เอี่ยมธีระกุล
Website : http://yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การดูแลรักษาฝ้า



“กระ” หรือ “ฝ้า” คือ รอยดำในชั้นผิวหนัง ซึ่งเกิดจากเซลล์ที่สร้างเม็ดสี ทำงานมากผิดปกติ ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม ฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง อาจทำให้เกิดฝ้า กระได้ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด ที่อาจพบว่า มีฝ้าและกระได้ และความเครียด อีกทั้งการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และที่สำคัญ คือ แสงอุลตร้าไวโอเลต(Ultraviolet) ในแสงแดด ส่วนรอยดำบนผิวหนังซึ่งอาจเกิดจาก รอยสิว การอักเสบหรือการระคายเคืองบนใบหน้า


สำหรับการรักษาฝ้า ฟังดูแล้วมีหลักการที่ไม่ยาก คือ พยายามหาสาเหตุและป้องกันอย่าให้ฝ้าใหม่เกิดขึ้น ร่วมกับการทาครีมกันแดด แต่จริง ๆ แล้ว เวลาปฏิบัติไม่ง่ายเลย เผลอแป๊ปเดียวฝ้าก็กลับเป็นขึ้นมาอีก เมื่อไปถูกสิ่งกระตุ้น เช่น แสงแดด ยาคุมกำเนิด เป็นต้น ซึ่งการดูแลรักษาฝ้านั้น ในอันดับแรกควรหลีกเลี่ยงในช่วงเวลาที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมาก ๆ ควรใส่เสื้อแขนยาว เสื้อคอปิด ใส่หมวกปีกกว้างหรือกางร่ม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฝ้า นอกจากนั้น ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่สำคัญที่ควรตระหนัก คือ พื้นคอนกรีต พื้นทราย พื้นน้ำ สามารถสะท้อนรังสี UV เข้าสู่ผิวกายได้ แม้อยู่ใต้ชายคาบ้าน คุณก็ยังมีโอกาสได้รับแสง UV หรือแม้ในวันที่มีเมฆคลึ้มหนาก็ยังคงต้องทาครีมกันแดด เพราะเมฆคลึ้มไม่สามารถป้องกันรังสี UV ได้

ควรเลือกให้เหมาะสมกับผิวและงานหรืองานอดิเรกที่จะทำในชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าเล่นกีฬากลางแจ้ง ต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่สูงขึ้น หรือถ้าว่ายน้ำควรเลือกครีมกันแดดที่กันน้ำได้ ซึ่งจะมีข้อความเขียนระบุไว้ว่า “Water proof” ปกติแล้วการทาครีมกันแดด ควรทาก่อนตากแดดประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าตากแดดนานมากควรต้องทายากันแดดซ้ำอีก

ในปัจจุบัน พบว่า ครีมกันแดดที่มีวางขายประกอบด้วยสารกันแดด 2 ชนิด คือ
  1. สารกันแดดที่ดูดซึมรังสี UV (Chemical Sunscreen) จะแบ่งเป็นสารดูดซึมเฉพาะ UVB หรือสารที่ดูดซึมได้เฉพาะ UVA และสารที่ดูดซึมได้ทั้ง UVBและ UVA ซึ่งจะทำให้แสงไม่ผ่านเข้าไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี ผิวหน้าจะขาวขึ้นหลังใช้ผลิตภัณฑ์ประมาณ 3-4 สัปดาห์ สารกันแดดในกลุ่มนี้ทาแล้วไม่มีสี หน้าจึงไม่ขาวโพลนแต่บางคนอาจจะเกิดอาการแพ้และระคายเคืองต่อผิวหนังได้
  2. สารกันแดดที่สะท้อนและกระจายแสง (Physical Sunscreen) ซึ่งสามารถสะท้อนได้ทั้ง UVB และ UVA สารเหล่านี้จะไม่เกิดอาการแพ้ แต่ทาแล้วจะทำให้หน้าขาวโพลนดูไม่เป็นธรรมชาติ ข้างหลอดของสารกันแดดทั้งสองชนิดจะระบุความสามารถในการป้องกันการไหม้แดดที่เรียกว่า SPF โดยจะกำหนดเป็นตัวเลข ซึ่งความสามารถในการป้องกันแสงแดดในที่นี้คือ หากคน ๆ หนึ่งตากแดด 30 นาที และผิวแดงแสบ ถ้าทาครีมกันแดดที่มี SPF15 หมายความว่า คน ๆ นั้น จะสามารถตากแดดได้นานเป็น 15 เท่าหรือประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแดงไหม้ที่ผิว

หลักในการทาครีมกันแดด มีดังนี้
  1. เลือกใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง คือ ป้องกันได้ทั้งแสงอุลตร้าไวโอเลต ชนิดและ B (UVA และ UVB) โดยครีมกันแดดที่ดีควรมีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป และถ้าต้องอยู่กลางแจ้งนาน เช่น มีกิจกรรมกลางแดด หรือต้องสัมผัสแดดตลอดเวลา ควรเลือกใช้ค่า SPF 60 ขึ้นไป
  1. ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อยวันละ 2 รอบ คือ เช้า และบ่าย เนื่องจากครีมกันแดดที่ใช้โดยทั่วไป มักอยู่ปกป้องผิวหน้าได้เพียง 4-5 ชั่วโมง ต่อการทา 1 ครั้ง ดังนั้น การทาครีมกันแดดตอนเช้าเพียงครั้งเดียว ไม่สามารถป้องกันแดดได้ตลอดวัน ซึ่งในช่วงบ่ายถ้าเป็นไปได้ ควรทาครีมกันแดดอีกรอบหลังล้างหน้า ซึ่งจะเห็นได้ว่า แสงอุลตร้าไวโอเลตมักจะแรงในช่วงตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น
  1. ถึงแม้ว่า จะทาครีมกันแดดแล้ว เวลาออกแดดควรใช้ร่ม หรือหมวกร่วมด้วยเสมอ เป็นการป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเลต 2 ชั้น และความร้อนอาจทำให้ครีมกันแดดละลาย เปิดช่องว่างของใบหน้าต่อแสงแดดได้

ข้อพึงระวัง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด หรือเครื่องสำอางบางชนิดที่มีฮอร์โมนผสมอยู่ ซึ่งจะเป็นสาเหตุในการเกิดฝ้า การรักษาฝ้าในปัจจุบันวางขายมากมายในท้องตลาด ดังนั้น ควรศึกษาส่วนประกอบและคุณภาพของครีมดังกล่าวให้ดีพอก่อนการตัดสินใจ เนื่องจาก ครีมบางชนิดไม่เกิดผลข้างเคียงในระยะแรก แต่อาจทำให้เกิดผิวบางแดง มองเห็นเส้นเลือดฝอย กลายเป็นฝ้าเส้นเลือด ซึ่งรักษาให้หายยากมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคบางรายกลับมีหน้าดำมากขึ้นกว่าเดิมจากการแพ้หรือจากการใช้ยาฝ้าเป็นเวลานาน ดังนั้น ควรไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ผิวหนังโดยตรงเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าว

นอกจาก การใช้ครีมกันแดดแล้ว อาจต้องใช้ครีม ยาที่ทำให้สีของฝ้าจางลงเช่น ไฮโดรควิโนน สตรีรอยด์ และกรดวิตามินเอ สารทั้งหมดดังกล่าวอาจหยุดยั้งการทำงานของเซลล์ เมลาโนไซต์ โดยที่เมลาโนไซต์ยังไม่ตาย ซึ่งการรักษาต้องทาครีม ยาทุกวันสีผิวเรียบเสมอกัน หลังจากนั้น จึงค่อย ๆ หยุดยา ถ้าหยุดครีม ยากะทันหัน ฝ้าอาจดำคล้ำขึ้นมาได้ และควรจะต้องใช้ครีมกันแดดร่วมแต่ต้องจำไว้เสมอว่า ยังไงก็ต้องหลบแดดอยู่นะค่ะ เพราะว่าแดดเมืองไทยร้อนจัดมาก

ยารักษาฝ้าที่ทางการแพทย์นิยมใช้ คือ
  1. ไฮโดรควิโนน เป็นยาในรูปแบบครีม มีความเข้มข้นร้อยละ 2 ถึง 4 ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน แต่การใช้ยาในความเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน อาจเกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งได้แก่ การแพ้ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่ใบหน้า หรือผิวหนังถาวร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จึงประกาศห้ามใช้สารนี้เป็นเครื่องสำอาง แต่ใช้ในความดูแลของแพทย์
  2. กรดวิตามินเอ ออกฤทธิ์รบกวนการส่งกระจายเม็ดสีเมลานิน และทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดลอกออกเร็วขึ้น ใช้รักษาฝ้าได้ผลดี แต่การใช้ยาตัวนี้เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง ระคายเคือง และไวต่อแสงแดดได้
  3. ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีของเซลล์สร้างสีทำให้ฝ้าจางได้เช่นกัน แต่การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง มีสิวขึ้นได้

สำหรับ “กระ” เรามักสบสนกับ “ฝ้า” เสมอมา “กระ” นั้นจะมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มเล็ก ๆ เห็นขอบชัดเจนบางครั้งอาจสับสนกับ “ขี้แมลงวัน” ซึ่งเกิดบริเวณใบหน้า ซึ่ง “ขี้แมลงวัน” จะมีลักษณะดำเข้ม กลม ขอบเขตชัดเจน และอาจนูนเล็กน้อย จากบริเวณผิว “ขี้แมลงวัน” จะไม่เข้มขึ้นเมื่อถูกแดดแต่“กระ” จะเข้มขึ้น และเพิ่มจำนวนขึ้นเมื่อถูกแดด “กระ” มักจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และมักพบในคนผิวขาวมากกว่าคนผิวคล้ำ “กระ” ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า โดยไม่มีอันตราย
 ญานิน-ฝ้า-กระ
ปานโฮริ (Nevus of Hori)
กระลึกโฮริ (ปานโฮริ) มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทา ๆ เห็นเป็นเงาลึก ๆ ขอบเขตไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่อยู่บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง ซึ่งกระโฮริ (ปานโฮริ) เป็นกระที่พบมากในผิวคนเอเชียร้อยละ 20-30 แต่ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่า ตัวเองเป็นปานโฮริ มักจะคิดว่า ตัวเองเป็น “ฝ้า” ซะมากกว่า กระชนิดนี้ไม่ตอบสนองต่อครีม หรือเซรั่มทาฝ้าใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจาก เกิดขึ้นในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) สามารถรักษาด้วย Q-switched Nd-YAG laser การวินิจฉัยแยกระหว่างฝ้าและปานโฮริ ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยในวินิจฉัยเท่านั้น

โดยหลักการแล้ว การที่จะทำให้ฝ้า กระ หรือรอยดำ จางลงนั้น มี 2 วิธี คือ
  1. ใช้ครีม ยาทาเพื่อให้ฝ้า กระ หรือรอยดำจางลง วิธีนี้ใช้เวลานานเป็นเดือน ๆ แล้วแต่การตอบสนองของผิวหนังแต่ละคน ซึ่งจะมีการตอบสนองที่แตกต่างกันไป บางรายก็จะดีขึ้นเร็ว บางรายอาจจะค่อย ๆ ดีขึ้น
  1. การทำทรีทเม้นต์ ได้แก่ AHA ทรีทเม้นต์ lontophoresis, การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ การกรอขัดผิว (Microdermabrasion), Mesotherapy ซึ่งถ้าทำทรีทเม้นต์ร่วมกับการใช้ครีม ยาจะทำให้รอยดำ ฝ้า กระ จางลงเร็วขึ้น ทำให้หน้าขาวใสมากขึ้น

อนึ่ง ถ้าพยายามป้องกันสาเหตุดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ทำให้ฝ้า กระ หรือรอยดำเข้มขึ้น เช่น ใช้ยาฉีดหรือวิธีอื่นในการคุมกำเนิด หรือโดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานยาในการคุมกำเนิด เลือกใช้ยาคุมกำเนิดที่มีผลต่อฝ้า กระน้อยที่สุด และควรหลีกเลี่ยงความเครียด และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และควรทาครีมกันแดดให้ถูกต้อง

โดยสรุปแล้ว ในการรักษาฝ้าที่ถูกต้อง คือ ต้องทาครีม ยาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่องจนกว่าฝ้าจะจางลง โดยให้ทาในส่วนที่เป็นฝ้าก่อนนอนทุกคืน เมื่อรอยฝ้าจางหายไปแล้วให้ทาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าเกิดขึ้นได้อีก นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาการรักษาฝ้า โดยการใช้สารเคมีอื่นๆ  เช่น กรดโคจิก กรดอะเซลิอิก เป็นต้น

นวพร เอี่ยมธีระกุล
Yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การเลือกและใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง



ปฏิกิริยารุนแรงจากการใช้ครีมกันแดด มักพบได้เสมอ และมีรายงานเกี่ยวกับผลจากการใช้ทา หรือเกิดผื่นแดงจากการใช้ครีมกันแดด การเกิดปฏิกิริยาบวมแดงหลังจากใช้ครีมกันแดดเป็นการระคายเคืองจากฤทธิ์ของสารกันแดด

กรณีที่เกิดอาการแพ้โดยปกติจะมีสัดส่วน ดังเช่น การสาธิตโดยตรวจสอบแบบเป็นจุด (putch testing) การทดสอบโดยใช้แสงเป็นจุด (photopatch testing) หรือการทดสอบโดยสะกิดเพียงตื้น ๆ (scratch testing) ซึ่ง มีการศึกษาในห้องทดลอง และรายงานว่า สารกันแดดมีผลทำให้เกิดสารก่อมะเร็งหลังจากได้รับแสงอัลตราไวโอเลต แต่ยังไม่มีข้อสนับสนุนยืนยันจากผลการทดลองกับสิ่งมีชีวิต แต่จากการศึกษาพบว่า ครีมกันแดดจะช่วยปกป้องมากกว่าการส่งเสริมให้เกิดโรคมะเร็งจากการได้รับแสงอัลตราไวโอเลต ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า ครีมกันแดดสามารถลดหรือป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตที่ทำให้เกิดเนื้อร้าย มีผลการทดลองทางระบาทวิทยาให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ครีมกันแดดกับการเกิดมะเร็งผิวหนัง และยังพบว่า การใช้ครีมกันแดดกับการเกิดมะเร็งที่เกิดจากไฝ (melanoma) ซึ่ง พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่ช่วยป้องกันการเกิดอาการไหม้แดด จึงทำให้สามารถทำงานกลางแจ้งได้ยาวนานขึ้น ซึ่งเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน หากใช้ครีมกันแดดที่มีหน่วยวัดค่า SPF ต่ำหรือใช้ครีมกันแดดที่ไม่เพียงพอสำหรับปกป้องรังสี UVA และมีรายงานว่า การใช้ครีมกันแดดติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลให้ขาดวิตามินดี แต่จากหลักฐานการศึกษาในกลุ่มผู้ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำส่วนมากยังมีระดับของวิตามินดีปกติ

ครีมกันแดดที่พึงประสงค์ควร จะให้การปกป้องที่ดีครอบคลุมทุกช่วงคลื่นของแสงอัลตราไวโอเลต แม้ว่า หลังจากอยู่กลางแดด และยังคงสภาพหลังจากเหงื่อออกหรือการว่ายน้ำ และไม่มีพิษ ตลอดจนไม่เกิดอาการแพ้หรือเกิดผื่น จากเหตุผลเหล่านี้ จึงต้องให้คำแนะนำปริมาณความเข้มข้นที่ขีดสูงสุด สำหรับกรองแสงแต่ละชนิด ความเข้มข้นมีความสำคัญ เนื่องจาก เป็นตัวกำหนดระดับการปกป้องของผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดและเพิ่มการปกป้องให้บรรลุผลสำเร็จได้ โดยการเพิ่มความเข้มข้นของสารกรองแสง หรือโดยการนำสารกรองแสงต่างชนิดกันมาผสมในผลิตภัณฑ์เดียวกัน

การใช้ครีมกันแดด ควรใช้เป็นประจำทุกวันแม้ ว่า ยังไม่เกิดอาการไหม้แสงแดด แต่แสงอัลตราไวโอเลตเป็นตัวทำลายผิว ด้วยการสะสมทีละน้อยตลอดช่วงที่ยังมีชีวิต หมายความว่า ผลการทำลายยังไม่เกิดอาการทันทีอาการไหม้แดดยังไม่แสดงผลภายใน 24 ชั่วโมง และบางอาการต้องใช้เวลาเป็นปี ข้อมูลแสดงการทำลายผิวที่เกิดจากแสงแดดประมาณร้อยละ 80 เสนอข้อมูลของผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จึงทำให้ผู้ที่มีอายุสูงกว่าไม่ให้ความใส่ใจในการใช้ครีมกันแดด มีผลสำรวจของชาวอเมริกันที่มีอายุ 18 ปีใส่ใจต่อรังสีอัลตราไวโอเลตน้อยกว่าร้อยละ 25 ซึ่งการใช้ครีมกันแดดและสวมหมวกปีกกว้าง เพื่อปกป้องรังสีจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำและไม่สายเกินไปสำหรับผู้ใหญ่ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แม้ว่า ออกทำงานกลางแจ้งเพียง 20 นาทีก็ควรใช้ครีมกันแดดให้เป็นประจำทุกวัน โดยใช้หลังอาบน้ำหรือก่อนต่างหน้าทาปาก โดยปกติควรทาครีมกันแดดก่อนออกนอกบ้านเป็นเวลาประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้ครีมกันแดดซึมซาบลงสู่ผิวหนัง และควรทาให้เด็กเพื่อช่วยปกป้องให้แก่ผิวของเด็ก ซึ่งยังบอบบางและควรระมัดระวังไม่ให้ครีมกันแดดเข้าตาอาจทำให้ระคายเคือง มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรใช้ครีมกันแดดกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่ง อาจมีผลให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ ถ้าจะต้องนำเด็กออกนอกบ้านควรบังแสงและใช้เสื้อผ้าปกป้องผิวและแนะนำให้สวม หมวกใส่แว่นกันแดดป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตร้อยละ 99-100 ทั้งนี้ แสงแดดยังมีผลกระทบต่อการพัฒนาทางด้านสายตาของเด็กทารกอย่างมาก

การเลือกผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่เหมาะสมควรพิจารณาจากหลายปัจจัย ได้แก่

  1. รูปแบบ (form) ซึ่งมีเลือกซื้อมากมาย เช่น ครีม เจล โลชั่น แท่งทา ขี้ผึ้ง ขึ้นอยู่กับความพอใจและความเหมาะสมของผู้บริโภค
  2. ค่า SPF โดยครีมกันแดดจะมีระบบของ SPF ต่ำสุดอยู่ที่ 2-11 ระดับปานกลาง 12-29 และระดับสูง มากกว่า 30 ขึ้นไป หน่วยวัดค่า SPF เป็น ค่าบ่งบอกระยะเวลาที่อยู่กลางแสงแดดได้โดยไม่ทำให้เกิดการไหม้แดด เป็นค่าวัดจากการคำนวณผลเปรียบเทียบการเกิดอาการไหม้แดด หลังจากใช้ครีมกันแดดปกป้องผิวกับการไม่ใช้ครีมปกป้อง ตัวอย่างเช่น ครีมกันแดดหน่วยวัด SPF 2 หมายความว่า ปกติไม่ทาครีมกันแดดผิวจะเกิดอาการผื่นแดงในเวลา 10 นาทีในการทำงานกลางแจ้ง แต่ถ้าใช้ครีมกันแดดจะเกิดอาการหลังจากอยู่กลางแจ้งนาน 20 นาที ถ้าครีมกันแดด SPF 15หมายความว่า สามารถอยู่กลางได้นานกว่า 15 เท่า จึงเกิดอาการผื่นแดง แต่ระดับ SPF อาจมีผลลดลงได้จากปัจจัยอื่น เช่น เหงื่อออก ความเปียกชื้น การนวดหรือเช็ดออก ค่า SPF ระดับที่สูงขึ้นไม่ได้เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความสามารถในการป้องกันแสงแดด เช่น SPF 30 ไม่สามารถป้องกันรังสีได้มากกว่า SPF 15 ได้เป็น 2 เท่า แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ครีมกันแดด SPF 15 สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ร้อยละ 93 และ SPF 30 ป้องกันได้ร้อยละ 97 ซึ่งครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่า 30 ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. ค่าปกป้องรังสี UVA (UV-A protection) ในครีมกันแดดนี้มีความสำคัญ เนื่องจาก สามารถปกป้องรังสี UVB ได้ และเพื่อความมั่นใจ จึงควรตรวจสอบสูตรผสมของผลิตภัณฑ์ที่ต้องประกอบด้วยสารกลุ่ม benzopheones, oxybenzone, sullsobenzone, titanium dioxide, zinc oxide, avobenzone เป็นต้น
  4. การกันน้ำ (water resistance) เพื่อให้ครีมกันแดดไม่ถูกกำจัดออกไปอย่างง่ายดาย จากเหงื่อหรือหลังการว่ายน้ำ โดยครีมกันแดดที่สามารถกันน้ำได้นี้ จะติดอยู่บนผิวหนังได้นาน ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่แสดงฉลากกันน้ำ (water-resistant) จะยังคงอยู่ได้นานประมาณ 40-80 นาที

ดังนั้น การใช้ครีมกันแดดที่ไม่มีคุณภาพ อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้ครีมกันแดดนั้นเลย ควรมีหลักการในการเลือกใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพ ควรมีคุณลักษณะที่ดีประกอบกัน ดังนี้

  • ควรมีค่าการป้องกันแสงแดด (SPF) ที่มีค่าสูง ๆค่า SPF เป็นค่าความสามารถในการป้องกันรังสี UVB ถ้าใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงเท่าไร ปริมาณรังสี UVB ที่ผ่านไปถึงผิวก็มีค่าน้อยลงเท่านั้น ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ประมาณ 30-60ยิ่งถ้าคนที่ต้องอยู่ในที่มีแสงแดดจัด ๆ หรือมีปัญหาเป็นฝ้า หรือกระ การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
  • ควรมีความสามารถในการป้องกันรังสีได้ทั้ง UVA และ UVB การที่มีค่า SPF มาก ๆ เพียงอย่างเดียว ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่า จะป้องกันรังสี UVA ได้ เพราะค่า SPF เป็นการวัดเฉพาะความสามารถในการป้องกัน UVB เท่านั้น สารกันแดดที่ดีและมีคุณสมบัติในการป้องกันรังสีทั้ง UVA และ UVB คือ Mexoryl XL: Drometrizole trisiloxane และความสามารถในการป้องกันรังสี UVA จะมีประสิทธิภาพสูงสุด ถ้า Mexoryl Xl ผสมรวมกับ Mexoryl SX: Terephthalylidene dicamphor sulfonic acid
  • ควรมีความคงตัวสูง สารกันแดดหลายชนิดจะเสื่อมสลายได้ง่าย หลังจากถูกแสงแดดและไม่นาน สารกันแดดนั้นก็หมดประสิทธิภาพไปโดยไม่สามารถป้องกันผิวจากแสงแดดได้อีก ดังนั้น ควรเลือกครีมกันแดดที่ไม่เสื่อมสลายได้ง่าย เมื่อถูกแสง (light-stable หรือ photo-stable)
  • ควรประกอบด้วยสารกันแดดหลายชนิด ซึ่งจะเป็นการช่วยเสริมประสิทธิภาพให้ครีมกันแดดนั้นสามารถกันรังสีได้ทุกความยาวคลื่น และสารกันแดดบางชนิดช่วยให้สารกันแดดอีกชนิดหนึ่งมีความคงตัวสูงขึ้น สารกันแดดที่นิยมผสมในครีมกันแดดและใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ Parsol 1789 : Butyl methoxydibenzoylemethane เพราะเป็นสารกันแดดที่ดี สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ และถ้าอยู่ร่วมกับสารกันแดด Octocrylene จะทำให้ Parsol 1789 มีความคงตัวได้สูง

นวพร เอี่ยมธีระกุล

yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088